วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559

45 คำสอน สร้างทีมงานให้เป็นแชมเปี้ยน โดย แบลร์ ซิงเกอร์ (ตอนจบ)



          หลังจากที่ได้เสนอ 22 คำสอน สร้างทีมงานให้เป็นแชมเปี้ยน โดย แบลร์ ซิงเกอร์ (ตอนที่แรก) ไปเเล้ว วันนี้ผมจะนำเสนอข้อที่เหลือให้ครบครับ มาเริ่มกันเลย...

23. คุณสมบัติของสมาชิกที่ดี ที่ทำให้ทีมประสบความสำเร็จ ระดับแชมเปี้ยน
          1. พลังความมุ่งมั่น ที่อยากได้ชัยชนะอย่างแท้จริง
          2. ความต้องการชัยชนะ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
          3. พร้อมให้คนอื่นเป็นฝ่ายชนะ แฟร์เกมส์
          4. เป็นคนมีความรับผิดชอบ ไม่โทษคนอื่น ไม่หาข้ออ้าง
          5. พร้อมทำตามกฎ โดยไม่มีข้อโต้แย้ง
          6. มีความสามารถเฉพาะด้าน ได้ทำงานในด้านที่ตัวเองถนัด
24. กุญแจสู่ความล้มเหลวของทีม คือ การที่คุณพยายามเอาใจคนทุกคน

25. กฎแห่งเกียรติยศ จะต้องสอดคล้องกัน ไม่ขัดแย้งกันเอง คุณต้องอธิบายให้ทีมงานเข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกคนในทีมเข้าใจตรงกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง เพราะการตีความต่างกัน

26. กฎของเจ้านาย คือ ทำทุกอย่างเพื่อให้งานนั้นเสร็จ ไม่ว่าได้เงิน หรือ ไม่ได้เงินก็ตาม

27. กฎของพนักงาน คือ ทำทุกอย่างเพื่อให้งานนั้นเสร็จ ในเวลา 9-to-5 ถ้าเกินนั้น จ่าย OT มาซะดีๆ

28. กุญแจสู่ความสำเร็จของทีม คือ สมาชิกทุกคนในทีม ได้ทำงานตามจุดแข็งของตัวเอง

29. หลักคิดในการเลือกหุ้นส่วนธุรกิจของทีมพ่อรวย คือ เลือกคนที่มีความสามารถเฉพาะตัว มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น การตลาด การขาย หุ้น จิตวิทยา การตลาดออนไลน์ การวางแผนการเงิน เพราะจะช่วยเสริมกันและกัน ทำให้สินค้าหรือบริการมีมูลค่าสูง และมีความหลากหลายเพิ่มขึ้น

30. องค์ประกอบที่ช่วยให้การสื่อสารในทีมมีประสิทธิภาพ คือ
          1. สนใจใส่ใจผู้ร่วมทีม ในการสื่อสารทุกครั้ง
          2. พูดจาภาษาเดียวกัน พูดเรื่องที่เขากำลังคิด
          3. สรุปสั้น ชัดเจน ตรงประเด็น
          4. ทวนซ้ำ สิ่งที่อีกฝ่ายพูด เพื่อให้เข้าใจตรงกัน

31. คุณมี กฎแห่งเกียรติยศ ของตัวเองหรือยัง ถ้ายัง หาที่สงบๆ นั่งเขียน กฎแห่งเกียรติยศ ที่สำคัญกับชีวิตคุณจริงๆ กฎที่จะพาคุณขึ้นไปเป็นแชมเปี้ยน ทั้งเรื่องงาน เงิน ความสัมพันธ์ ความรัก ครอบครัว สุขภาพ พัฒนาตัวเอง ธุรกิจส่วนตัว ทีมงาน

32. ความต้องการเป็นแชมเปี้ยนของคุณอยู่ระดับไหน 1-6
          1. น่าสน = ไม่มีกฎแห่งเกียรติยศ
          2. ได้ก็ดี = คุณไม่ได้อยากได้จริงๆ
          3. อยากได้ = เริ่มตั้งกฏแห่งเกียรติยศ
          4. จะเอาให้ได้ = รองอันดับ 2
          5. ต้องได้ = รองอันดับ 1
          6. ฉันเท่านั้นที่คู่ควร = แชมเปี้ยน (กฎแห่งเกียรติยศชัดเจน)

33. กฎแห่งเกียรติยศ จะเป็นเครื่องมือบอกคุณว่า เมื่อไหร่ที่คุณเข้าสู่สภาวะ Comfort Zone โซนสบายปลอดภัย ไร้กังวล ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกต่อไป นั่นแสดงว่าถึงเวลาที่คุณ ต้องค้นหาความท้าทายครั้งใหม่ให้ชีวิต

34. วิธีบังคับใช้กฎ เพื่อนำทีมไปสู่มาตรฐาน ระดับแชมเปี้ยน คือ การตรวจสอบกฎอย่างสม่ำเสมอ
ตัวอย่างเช่น
          - สายการบิน มีกฎรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ทำให้ได้รับรางวัล สายการบินดีเด่น 3 ปีซ้อน
          - ทหาร มีกฎห้ามทิ้งเพื่อนในสงคราม ทำให้ทุกคนรบชนะ และรอดตายได้ในที่สุด
          - ร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ด มีกฎลูกค้าต้องได้รับอาหารที่สั่ง ภายใน 3 นาที คนที่รักษามาตรฐานได้ เป็นพนักงานดีเด่น
          - เทรนเนอร์ฟิตเนส มีกฎถ้าคุณอยาก หุ่นดี ฟิตเฟิร์ม สวยออร่าดารา คุณต้องทำตามทุกอย่างที่ผมบอก
          - ประเทศหนึ่ง มีกฎห้ามทิ้งขยะบนถนน ฝ่าฝืนโดนประจานลงหนังสือพิมพ์ โดนปรับ ทำให้อับอาย เสียชื่อเสียง
          - ทีมฟุตบอล มีกฎตราบใดที่ยังไม่หมดเวลา โอกาสชนะเป็นของเราเสมอ จงสู้ให้ถึงที่สุด
          - สามีภรรยา มีกฎถ้าทะเลาะกัน ต้องปรับความเข้าใจกันทันที ห้ามปล่อยข้ามวันเด็ดขาด
          - กฎของบ้าน ให้เด็กๆเล่นเกมส์ได้วันละ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นทำการบ้าน อ่านหนังสือ พักผ่อน

35. ถ้าคุณต้องการเป็นทีมระดับแชมเปี้ยน คำว่า ‘ดี’ ถือว่าแพ้ …ถ้าแน่จริงต้อง ‘ดีที่สุด’

36. การบ้าอำนาจ หรือ มีกฎมากเกินไปของผู้นำทีม จนคนในทีมรู้สึกอึดอัด เครียด ขาดความคิดสร้างสรรค์ จะทำให้ทีมทำงานด้วยความผิดพลาด ไม่มีความภาคภูมิใจในงาน ไม่มั่นใจ ไม่กล้าตัดสินใจ หรือ ทำอะไรใหม่ๆที่ดีกว่าเดิม

37. คุณเป็นคนตั้งกฎ คุณต้องยึดมั่นในกฎ และทำทุกอย่างตามกฎ แต่ถ้าคุณเป็นผู้ที่ทำผิดกฎซะเอง จงยอมรับความจริงต่อหน้าทีมงาน ครอบครัว ภรรยา ลูก และตัวคุณเอง พร้อมกล่าวขอโทษ คุณจะแก้ไขปรับปรุงในส่วนนั้น เพื่อไม่ให้ทำผิดกฎซ้ำสอง เมื่อคุณทำแบบนั้น ทุกคนจะเชื่อถือคุณ และเห็นความสำคัญของการ ตรวจสอบกฎอย่างสม่ำเสมอ

38. ทักษะการเป็นผู้นำทีมที่ยอดเยี่ยม คือ
          1. สามารถดึงจุดแข็งของทีมงานแต่ละคนออกมาได้
          2. สามารถสอน คนในทีมให้ประสบความสำเร็จได้
          3. สามารถเปลี่ยนความผิดพลาด ความกลัว ให้เป็นพลังของทีมได้

39. ผู้นำที่ดี จะรู้วิธีใช้ความผิดพลาดเพื่อสร้างพลังให้กับทีม ผู้นำที่แย่ จะเอาความผิดพลาดมาเป็นเครื่องมือในการทำลายทีม

40. วิธีเปลี่ยนข้อผิดพลาด เปลี่ยนปัญหา เปลี่ยนอุปสรรค ให้เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ (ใช้ได้ทุกอาชีพ)
          1. เมื่อเกิดปัญหา ให้ถามตัวเองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร
          2. อะไรบ้างที่ทำแล้ว Work 1… 2… 3…
          3. อะไรบ้างที่ทำแล้วไม่ Work 1… 2… 3…
          4. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คุณได้บทเรียนอะไรบ้าง
          5. ถ้ามัน Work คุณจะทำอะไรให้ดียิ่งขึ้นไปอีก 1… 2… 3…
          6. ถ้าไม่ Work คุณจะปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เพื่อแก้ไขให้มันดีขึ้น 1… 2… 3…

41. คุณควรสอนให้ทีมงานของคุณ รู้จักการเฉลิมฉลองกับความสำเร็จเล็กๆ เพราะมันจะช่วยส่งเสริมให้เกิดชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต

42. ทุกคนสามารถเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณลงมือทำ ในสิ่งที่คุณถนัดที่สุด ชอบที่สุด เชี่ยวชาญที่สุด คุณจะเป็นผู้นำในสิ่งนั้นโดยอัตโนมัติ และผู้คนจะตามคุณ เพื่อเรียนรู้สิ่งที่คุณเป็นผู้นำ

43. วิธีสร้างพลังให้ทีมงาน โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว คือ การจับมือ ปรบมือ แตะบ่า โอบไหล่ การกล่าวขอบคุณ กล่าวชื่นชมด้วยความจริงใจ

44. คำวิจารณ์ในยามที่คุณฝึกหัด จะเหมือนดั่งยาขมผสมยาพิษ คำวิจารณ์ในยามที่คุณฮอตฮิต จะเหมือนดั่งมดตัวนิดที่คิดทำอะไรคุณไม่ได้เลย

45. ศัตรูตัวฉกาจที่มักจะทำลาย กฎแห่งเกียรติยศ ก็คือ ตัวคุณเอง


Credit : blairsinger.com/ ที่มา : leaderwings.co
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

45 คำสอน สร้างทีมงานให้เป็นแชมเปี้ยน โดย แบลร์ ซิงเกอร์ (ตอนแรก)



          ทีม คือส่วนผสมของความสำเร็จ ความมั่งคั่ง ชื่อเสียง เกียรติยศ ไม่ว่าจะเป็น นักธุรกิจ นักลงทุน เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ ที่ประสบความสำเร็จระดับโลก ล้วนมาจากการเล่นเป็นทีม ถ้าต้องวิ่งแข่งระหว่าง 1 ต่อ 10 คุณคิดว่าใครจะชนะ สังเวียนธุรกิจ ความได้เปรียบ การร่วมมือร่วมใจของทีม มีส่วนสำคัญทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

          นักลงทุน เจ้าของกิจการขนาดเล็ก นักธุรกิจตัวคนเดียว มักจะสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก เพราะเขาไม่มีทีม ต่อให้มีทีม แต่เขาไม่รู้จักสร้างกฎแห่งเกียรติยศ เขาจะสำเร็จช้า จนในที่สุดจะถูกเบียดตกถนน ถึงเวลาที่คุณต้องเรียนรู้กฎแห่งเกียรติยศ กฎที่จะสร้างคุณ สร้างทีมงานของคุณให้เป็นแชมป์

แบลร์ ซิงเกอร์ (Blair Singer)
นักธุรกิจ โค้ช เทรนเนอร์ ที่ปรึกษาการทำธุรกิจ การสร้างทีมขายระดับแชมเปี้ยน
ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Blairsinger.com ผู้แต่งหนังสือขายดี สร้างทีมให้ชนะ – Team Code of Honor
เป็นที่หนึ่งให้ได้ในธุรกิจคุณ – How To Be #1 In Your Business , พันธุ์นักขาย – Sales Dogs

การทำงานเป็นทีมนั้น ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญในการประสบความสำเร็จในธุรกิจเป็นอย่างมาก
และนี่คือการสร้างให้ทีมเป็นแชมเปี้ยนในแบบฉบับของ Blair Singer
1. สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในการเริ่มต้นธุรกิจ คือ
          1. ขาดกระแสเงินสด
          2. ขาดทักษะทางธุรกิจ

2. ถ้าคุณมีทักษะทางธุรกิจ คุณสร้างเงินได้ แต่ถ้าคุณมีเงิน แต่ไม่มีทักษะทางธุรกิจ เงินคุณจะหมดไปในไม่ช้า

3. เจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องมีทักษะทางธุรกิจ 4 อย่างที่สำคัญที่สุด คือ
          1. การขาย
          2.การบัญชี
          3.การลงทุน
          4.การเป็นผู้นำ

4. จากการวิจัยพบว่า มหาเศรษฐีในอเมริกาก่อนประสบความสำเร็จ ต้องผ่านการล้มเหลวเฉลี่ย 17 ครั้งในชีวิต

5. การทำธุรกิจมันง่าย แต่การบริหารจัดการคน ให้ทำงานร่วมกันเป็นทีม และทำในสิ่งที่เราต้องการยากที่สุด

6. ยุคนี้ โลกต้องการนายตัวเอง คนที่สร้างธุรกิจ สร้างงาน มากกว่าต้องการคนที่หางานทำ เพื่อความมั่นคง

7. อาวุธลับที่ทำให้ทีมขึ้นเป็นแชมเปี้ยนทุกครั้ง และคุณสามารถสร้างได้เช่นกัน ก็คือ “กฎแห่งเกียรติยศ”

8. กฎแห่งเกียรติยศ เป็นกฎง่ายๆ เพื่อให้สมาชิกในทีมทุกคนรู้ว่า เมื่อมีเหตุการณ์ใด เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทุกคนในทีมจะรับมือกับสถานการณ์นั้นอย่างไรแบบ อัตโนมัติ

9. สิ่งที่ส่งเสริมให้ กฎแห่งเกียรติยศ สัมฤทธิ์ผลอย่างยอดเยี่ยม คือ วินัยที่เคร่งครัดในทีม เมื่อไหร่ทีมคุณมีวินัยที่ฝังลึกในสายเลือดและจิตใต้สำนึก กฎนี้จะสร้างความเชื่อมั่น สร้างพลัง สร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้กับทีม

10. ถ้าคุณต้องการสร้างทีมให้เป็นแชมเปี้ยน คุณต้องสร้างความแตกต่างให้เห็นได้ชัดเจนที่สุด ระหว่างคำว่า ดี กับ ดีเยี่ยม!

11. อุปสรรคที่คุณเจอ มันไม่ได้ตัวใหญ่ขึ้น คุณต่างหากที่ตัวใหญ่ขึ้น เก๋าเกมส์มากขึ้น จนปัญหามันเล็กนิดเดียว

12. คุณจะประสบความสำเร็จทั้ง การเงิน การงาน ความรัก ชีวิตส่วนตัว และดึงดูดคนเก่งเข้าร่วมทีม ถ้าคุณรู้จัก วิธีการสร้าง รักษา ป้องกัน — กฎแห่งเกียรติยศ

13. สิ่งที่ทำให้ เจ้าของธุรกิจ แตกต่างจาก คนทำธุรกิจตัวคนเดียว คือ ความสามารถในการสร้างทีมที่ยิ่งใหญ่

14. ตัวคนเดียว คุณออกแรงเต็ม 100 = 100 แต่ถ้าคุณมีทีมงานหนึ่งร้อย ออกแรงเต็ม 100 = 10000 (พลังทวี)

15. การวิ่งผลัด ไม่ว่าทีมคุณจะฝึกซ้อมมาดีแค่ไหน ผลสุดท้ายตัดสินกันที่เส้นชัย ด้วยภาพสโลโมชั่น 1 วินาที ทีมใครเข้าก่อนชนะ (ก่อนคุณเล่นเกมส์ ควรศึกษากติกาของเกมส์ให้ดีก่อน)

16. ถ้าคุณไม่มีกฎอย่างชัดเจนในทีม ทุกคนในทีมจะสร้างกฎของตัวเอง และนั่นนำมาซึ่งความหายนะและความขัดแย้ง

17. กฎแห่งเกียรติยศ ของผม (แบลร์ ซิงเกอร์) คือ ทำทุกอย่างเพื่อช่วยให้ทุกคนในทีมชนะ กฎแห่งเกียรติยศ ทีมคุณ คือ……….?

18. กฎแห่งเกียรติยศ จะทำให้ทุกๆคนที่ยึดมั่น สามารถดึงสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเองออกมาได้

19. ผู้ร่วมทีมที่ดี จะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ ผู้ร่วมทีมที่ดีดูจาก ความสามารถ ความต้องการ ความพร้อมในการปฏิบัติตาม กฎแห่งเกียรติยศ

20. กฎแห่งเกียรติยศ ในทีมคุณจะช่วยให้คนที่ยังไม่เข้าร่วมทีม ตัดสินใจได้ว่ากลุ่มของคุณเป็นกลุ่มที่เขาต้องการหรือไม่ ส่วนคนที่อยู่ในทีม กฎนี้จะช่วยให้เขาตัดสินใจว่า เขาต้องการอยู่ต่อหรือไม่

21. ทีมที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีแค่เป้าหมายเดียวกัน ทีมที่ยิ่งใหญ่ คือ ทีมที่มุ่งมั่นทำงานร่วมกัน เพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

22. การทำงานเป็นทีม ต้องให้ความสำคัญกับ 3 สิ่ง เรียงลำดับ ดังต่อไปนี้
          - ภารกิจของทีม สำคัญอันดับ 1
          - ความต้องการของทีม สำคัญอันดับ 2
          - ความต้องการส่วนตัว สำคัญอันดับ 3

โปรดติดตามในตอนต่อไป...


Credit : blairsinger.com/ ที่มา : leaderwings.co
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ระเบิดพลังสมอง สร้างองค์กร คิดสร้างสรรค์



          อยากจะเป็นองค์กรสร้างสรรค์ สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม คิดค้นบริการที่มีมูลค่า มีพนักงานที่ครีเอทสุด ๆ ไม่ใช่เรื่องยาก สร้าง “ระบบ” ทั้งองค์กร เพื่อให้เป็น “องค์กรสร้างสรรค์” หรือที่เรียกว่า Creative Organization Development : COD ก่อน แล้วไอเดียเจ๋ง ๆ จะเกิด และทำได้จริง !

          ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท 37.5 องศาเซลเซียสและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ แนะนำว่ามี 3 กระบวนท่า “Creative Thinking เป็นเหมือนการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์สร้างสรรค์ให้กับพนักงาน พวกเขาจะมีโอกาสฝึกฝนการคิดนอกกรอบ สามารถดัดความคิดหลุดโลก ให้นำมาใช้งานได้จริง ส่วน Creative Leadership เป็นวิธีช่วยให้หัวหน้างานมีทักษะในการกระตุ้นลูกน้องให้คิดสร้างสรรค์ เรียกว่าเป็นคนรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ให้ความคิดสร้างสรรค์ของ ลูกน้องเติบโตงอกงาม ไม่ใช่เป็น “ผู้ตัดตอน” ขณะที่ Creative Process เป็นการวางระบบขององค์กรเพื่อนำความคิดสร้างสรรค์ไปสู่การลงมือทำจริง” ศรัณย์กล่าว

          ในองค์กรสร้างสรรค์ บทบาทของหัวหน้าและลูกน้อง จึงสนับสนุนส่งเสริมศักยภาพการคิดซึ่งกันและกัน ไม่ใช่พนักงานเป็น เสมือนกบ มีหัวหน้าเป็นเหมือนกะลาครอบอยู่ ขณะที่องค์กรเองก็สร้างระบบ และบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการคิดสร้างสรรค์ ส่วนการจะงัดแงะให้เกิดไอเดียที่สร้างสรรค์นั้น ศรัณย์บอกว่า หลักใหญ่ ๆ คือ การปรับมุมมองของคน (Mind Set) การสร้างความรู้สึก (Mood) การสร้างกระบวนการ (Mechanics) และวิธีสร้างให้องค์กรอยู่อย่างยั่งยืน (Momentum) เช่น ถ้าให้แต่ละคนคิด ไอเดียใหม่ ๆ แค่เริ่มต้น ก็คงมีเสียงบ่นว่า ไม่ใช่คนครีเอท ก็ต้องปรับมุมมอง ชี้ให้เห็นว่า เรื่องของความคิดสร้างสรรค์ “ไม่เกี่ยว” กับไอคิว ส่วนการ สร้างความรู้สึก (Mood) เพื่อปลุกความคิดสร้างสรรค์ที่หลับให้ตื่น ศรัณย์แนะนำให้ทำแบบเด็กช่างสงสัย ไล่ถามไปเรื่อย ๆ เมื่อความคิดเริ่มทะลุผลิดอกแตกยอดออกมา ศรัณย์อธิบายว่า ช่วงนี้อาจจะได้ความคิดที่ทั้งบรรเจิดและหลุดโลก ใช้ได้บ้าง ใช้ไม่ได้บ้าง ซึ่งเรียกว่า การคิดค้น (Divergent Thinking) ก็ต้องนำมาผ่านระบบกรอง ด้วยการคิดควบหรือ Convergent Thinking อีกที ขั้นตอนนี้เรียกว่า Mechanics “Divergent Thinking คือ การคิดอย่างอิสระ เน้นปริมาณมาก ๆ ไม่สนใจว่าผิดหรือถูก มุ่งหาความคิดหลุดโลก และเราจะพบว่าไอเดียหลัง ๆ จะแปลกกว่าไอเดียแรก ๆ” ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านความคิดสร้างสรรค์รายนี้ให้เคล็ดว่า ถ้าอยากได้ความคิดใหม่ๆ ต้องคิดออกมาให้มากๆ ปล่อยความคิดแรกๆ ให้ออกมาก่อน เพื่อให้ได้ “ความคิดใหม่” ในตอนหลัง

          ส่วนใครที่ยังคง “ตัน” อาจจะเริ่ม “ทะลวง” กรอบด้วยการตั้งคำถามกับตัวเอง ทำแบบนี้ได้ไหม ปฏิเสธสิ่งที่รู้อยู่ก่อน คิดให้หลุดโลกไปเลย แล้วค่อยหาวิธีดึงกลับมาให้อยู่ในกรอบขององค์กร “ในขั้นของ Convergent Thinking จะเป็นการคิดให้รอบคอบ มีเหตุผล คิดให้ตรงกับวัตถุประสงค์ คิดแบบปรับปรุง แต่ยังคงความแปลกใหม่ เพื่อเลือกไอเดียที่ดีที่สุด” ศรัณย์เพิ่มเติม

          เมื่อได้ความคิดสร้างสรรค์แล้ว ก็ต้องสร้าง Momentum หรือความต่อเนื่องในการคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในองค์กร ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับหัวหน้า ผู้บริหาร ที่ต้องมีลักษณะของ Creative Leadership สไตล์ผู้บริหารแบบ Creative Leadership อาจมีแปลกแหวกแนวบ้าง เช่น รับคนทำงานที่คิดไม่เหมือนเรา เพื่อให้ได้มุมที่ต่าง หรือใช้การสัมภาษณ์พนักงานเพื่อหาความคิดใหม่ ๆ “แค่ถามว่า คุณจะทำอะไรใหม่ ๆ ให้เรา”

          Creative leadership ยังต้องมีลักษณะ อยากรู้อยากเห็น ยื้อ อึด เพราะบางครั้งอาจจะยังไม่ได้ไอเดียที่ต้องการ และยังต้องถ่อมตัว ให้คำแนะนำที่สร้างสรรค์แก่ลูกน้อง “สิ่งที่ทำให้เกิดโมเมนตัม คือ การให้คำติชมที่สร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นกรณีที่ลูกน้องเสนอไอเดียมา ต้องชื่นชม คุณคิดได้ไง ไอเดียดีแล้ว เราจะนำไปทำหรือให้ไปคิดต่อ” ศรัณย์แนะนำ

          ในส่วนขององค์กร ซึ่งจะต้องสร้างระบบเพื่อรองรับไอเดียใหม่ ๆ หรือสร้าง Creative System นั้น แน่นอนว่า จะต้องมีทั้งบรรยากาศ และระบบการบริหาร ศรัณย์บอกว่า องค์กรที่สร้างสรรค์ ควรมี job description ให้พนักงาน ต้องมีไอเดียใหม่ ๆ มาเสนอ แม้จะทำให้เกิด “ตลาดมืด” ซื้อขายแลกเปลี่ยนไอเดียในหมู่พนักงาน แต่ถ้าพนักงานคุยกันเรื่องความคิดสร้างสรรค์ คุยกันไป คุยกันมา ก็จะได้ความคิดใหม่ ๆ ถือเป็นบรรยากาศที่ดี

          การสร้างระบบนี้ เขาแนะนำว่า ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย อาจจะส่งตัวแทนเพื่อเป็นคณะกรรมการสร้างสรรค์ และเป็นคณะทำงานที่จะผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ข้ามฝ่ายข้ามแผนกขึ้น หรืออาจจะเริ่มต้นโดยนำร่องในบางแผนก บริษัทจัดหาคนที่จะเป็นโค้ชให้ ถือเป็นแคมเปญที่สร้างสีสัน ความตื่นตัว ให้ทุกคนในองค์กรได้มีเวทีแสดงความคิดแปลกใหม่ของตัวเอง

          นอกจากระบบแล้ว บรรยากาศก็ต้องใช่ เช่น การเปลี่ยนบทบาท ฝ่ายบริหารมาให้บริการฝ่ายพนักงานบ้าง ความเสมอภาคนี้จะทำให้พนักงานกล้าคิด หรืออาจจะจัดให้มีวาระว่าด้วยเรื่องความผิดพลาด ให้มาคุยกัน ใครทำอะไรพลาดไป จะได้แก้ไข ศรัณย์ยังแนะนำว่า ควรให้รางวัลกับทุกไอเดีย แต่ต้องไม่ใช่ตัวเงิน โดยจากการสำรวจ พนักงานส่วนใหญ่ต้องการให้ตนเองเป็นที่รับรู้ของคนอื่น ๆ และต้องการได้รับความชื่นชมจากคนอื่น “เงินไม่ควรใช้เป็นรางวัลสำหรับการคิดสร้างสรรค์ เพราะถ้าคนอยากได้เงินมาก ก็จะทำให้ความคิดสร้างสรรค์หด และเงินยังทำให้เกิดความปั่นป่วน เพราะแต่ละคนย่อมต้องมองว่าไอเดียของตนเองดี”

          “รางวัล” ที่สร้างสรรค์อาจจะเป็นรูปแบบการจัดพาเหรด เพื่อประกาศว่า พนักงานคนนั้น ๆ คือผู้คิดค้นไอเดีย มีบริการแม่บ้านไปทำความสะอาดบ้านให้พนักงาน ให้ที่จอดรถพิเศษ “หรือถ้าใครมีไอเดีย ก็จะมีหวอ ดังขึ้น ตรงนั้นที ตรงนี้ที เท่ดีไม่หยอก”

          COD อาจจะยังใหม่สำหรับคนไทย แต่ศรัณย์เชื่อว่า น่าจะเหมาะสำหรับวัฒนธรรมตะวันออกอย่างประเทศของเราที่มีระบบอาวุโส ความเกรงใจ ไม่กล้าแสดงออก หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เพราะ COD จะทำให้การแสดงความคิดใหม่ ๆ เป็นเรื่องสนุก ได้รับการยอมรับจากองค์กร ที่สำคัญไอเดียสร้างสรรค์ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นไอเดียใหม่ ๆ หรือได้เงินล้าน แต่พอเกิดไอเดียที่ดีจริง ผู้บริหารก็นั่งตีขิมได้ หรืออย่างน้อยคงดีกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมเลย


ที่มา : www.bangkokbiznews.com
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ชีวิตการทำงาน สิ่งสำคัญคือทีม



            ร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม ได้พูดถึงการทำงานในยุคนี้ ไว้ว่า บุคคลจำเป็นยิ่งที่ต้องทำงานแบบเชิงรุก (Proactive) มิใช่ทำงานแบบเชิงรับ (Reactive) เหมือนยุคก่อนอีกต่อไป นอกจากต้องมีวิสัยทัศน์ คือ รู้จักคิดกว้าง ไกล กลม กลับ ก่อ แล้ว ยังจำเป็นที่สุดที่ต้องร่วมด้วยช่วยกันทำ เรียกว่า ทำงานเป็นทีม หรือ Team Work

            ความหมายง่ายๆ ของการทำงานเป็นทีม ก็คือ คนจำนวนหนึ่ง โดยปกติ คือ 6 -10 คน หรืออย่างมากสุด ต้องไม่เกิน 25 คน ซึ่งมีทักษะความสามารถที่ต่างกันไป แล้วตกลงใจมาทำงานร่วมกัน โดยจัดสรรตำแหน่งหน้าที่ให้ลงตัวตามความถนัดของแต่ละบุคคล เพื่อจะบรรลุสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้ร่วมกันตั้งไว้

TEAM ย่อมาจากคำสี่คำ
T ย่อมาจากคำว่า Together
E ย่อมาจากคำว่า Everyone
A ย่อมาจากคำว่า Achievement
M ย่อมาจากคำว่า More
รวมแล้วได้ความหมายว่า Together Everyone Achievement More ซึ่งคล้องกับอีกคำกล่าวที่ฝรั่งว่าไว้ อย่างน่าสนใจและควรจดจำ นำไปเป็นข้อคิดในการทำงานได้ด้วย

One Person can do much
People in unison can do more
Together we can make a big difference

แปลเป็นไทยได้ว่า
คน ๆ หนึ่ง สามารถทำงานได้มากมาย
ร่วมด้วยช่วยกันทำ สามารถได้งานมากขึ้น
ทำเป็นทีมงาน สามารถสร้างนวัตกรรม ใหม่ ๆ ได้ประจำ ๆ

          ดังนั้นในชีวิตการทำงาน ทีมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการทำงานเป็นทีมย่อมจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้ดีกว่าการทำงานเพียงคนเดียว และทีมที่ดีนั้น แน่นอน ต้องมีผู้นำกลุ่ม หรือที่เรียกว่า (Team Leader) มีผู้บันทึกการประชุม (Team Recorder) ผู้กำหนดเวลา (Time Timer) ผู้กำกับการประชุม (Team Gatekeeper) ผู้ชอบมีความคิดเห็นต่างกัน (Time Devil’s Advocate) ผู้ให้กำลังใจ (Team Encourager) และผู้อำนวยความสะดวก (Team Resource Holder)

          หลายคนอาจคิดว่า คนที่สำคัญที่สุดคือผู้นำกลุ่ม และอยากจะให้ตัวเองได้เป็นผู้นำกลุ่มกับเขาบ้าง ในขณะที่ผู้ชอบมีความคิดเห็นต่างกลับถูกมองเป็นตัวปัญหา หากแต่ในความเป็นจริง ทุกบทบาทในทีมล้วนมีความสำคัญต่อทีมทั้งสิ้น การจะเป็นทีมที่สมบูรณ์ทุกคนในทีมต้องรู้ตำแหน่งของตนและทำตามบทบาทของตนให้ ประสานสอดรับกับตำแหน่งหน้าที่อื่น ๆ ทีมจึงจะสามารถเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว และมั่นคง


ที่มา : jobsdb.com
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วิวัฒนาการหลายแนวคิดของ CSR



          CSR เป็นคำที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในสังคมไทยในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา และเข้าใจกันโดยทั่วไปว่าคือการ “ทำบุญ” ของธุรกิจ อย่างไรก็ดี หากเจาะลึกลงไปแล้วก็จะพบว่า CSR นั้นมีหลายแนวคิดด้วยกัน

CSR (Corporate Social Responsibility) เป็นที่เริ่มรู้จักกันในโลกตะวันตกตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 เมื่อผู้นำทางความคิดของโลกชี้ให้เห็นว่า มิใช่เพียงผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของธุรกิจเท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบธุรกิจไม่ว่าประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว หากแท้จริงแล้วยังมีผู้อื่นอีกซึ่งเรียกรวมกันว่า “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” (stakeholders) เกี่ยวพันอยู่ด้วย ซึ่งได้แก่ พนักงาน ผู้ขายวัตถุดิบ ผู้จัดส่งสินค้า ชุมชน สังคม ฯลฯ คนเหล่านี้ล้วนมีชะตากรรมร่วมกับองค์กรอย่างแยกไม่ออก

เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ ธุรกิจจึงไม่อาจให้ความสนใจเฉพาะแค่ผู้ถือหุ้นเท่านั้น จำเป็นต้องมองออกไปกว้างกว่าเดิม ดังนั้น การคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบธุรกิจ ความจริงที่สำคัญก็คือ การอยู่รอดในระยะยาวของธุรกิจต้องพึ่งพิงซึ่งกันและกันโดยสร้างสภาวการณ์ win-win ขึ้น

หนังสือที่เขียนโดย R. Edward Freeman ชื่อ Strategic Management: A Stakeholder Approach ในปี 1984 มีอิทธิพลต่อความคิดในเรื่องผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและการคำนึงถึงกำไรในระยะยาวจนวลี “doing well by doing good” (อยู่ได้ดีด้วยการทำดี) เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย และ CSR มีรากมาจากแนวคิดนี้

อย่างไรก็ดี CSR มีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลานับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 จนถึงปัจจุบัน ถ้าจะสรุป ก็มีไม่ต่ำกว่า 3 แนวคิดหรือเวอร์ชั่นดังนี้

(1) CSR เวอร์ชั่น 1.0 เป็น CSR ที่เรารู้จักกันทั่วไป คือ ความมีใจเป็นกุศล ความมีจิตอาสาและจิตสาธารณะของธุรกิจ เรามักเห็นการบริจาคหรือการทำโครงการสาธารณกุศลต่างๆ ของเอกชนซึ่งเป็นพื้นฐานของเวอร์ชั่นนี้ เวอร์ชั่น 1.0 คือการพยายามทำดีเพื่อหวังผลตอบแทนหรืออาจไม่หวังผลตอบแทนในระยะสั้น หรือทำการกุศลด้วยการตระหนักถึงการได้รับกำไรในระยะยาว ตลอดจนการอยู่รอดร่วมกันขององค์กรและสังคม


CSR เวอร์ชั่นอื่นๆ อ่านต่อคลิ๊ก
 UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก