แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ผู้นำแห่งอนาคต ในทัศนะของสตีเฟน โควี่ย์ (Stephen R. Covey)



สตีเฟน อาร์ โควีย์ (Stephen R. Covey) เป็นผู้เขียนหนังสือขายดีเรื่อง “อุปนิสัย 7 ประการของคนที่มีประสิทธิภาพสูง” เขาได้เขียนบทความ เรื่อง “THREE ROLES OF THE LEADERS” (บทบาท 3 ด้านของผู้นำ) ในหนังสือรวมบทความเรื่องผู้นำแห่งอนาคตที่มูลนิธิปิเตอร์ ดรักเกอร์ จัดพิมพ์ขึ้น

บทความนี้เสนอว่า ผู้นำในอนาคตจะเป็นคนซึ่งสร้างวัฒนธรรมหรือระบบคุณค่าที่มีพื้นฐานอยู่บนหลักการ เช่นการมอบหมายอำนาจให้คนอื่น (EMPOWERMENT) การสร้างความไว้วางใจ, ความน่าเชื่อถือ ซึ่งเหมาะสำหรับโลกสมัยใหม่ที่มีการแข่งขันกันสูง ผู้นำจะต้องมีวิสัยทัศน์, ความกล้าหาญ, ความนอบน้อมถ่อมตัวที่จะเรียนรู้และเจริญงอกงาม ผู้นำจึงจะสามารถสร้างวัฒนธรรมที่น่าตื่นเต้นได้ คนที่มีอารมณ์ผูกพันในการอยากเรียนรู้สูง ด้วยการสนใจฟัง, มองเห็นแนวโน้มที่กำลังปรากฏขึ้น, ประเมินความสำเร็จและความล้มเหลว, รู้จักสรุปบทเรียนอย่างมีมโนธรรมสำนึก จะเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อคนอื่นอย่างยาวนาน ผู้นำเหล่านี้จะไม่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่จะยินดีต้อนรับการเปลี่ยนแปลง โลกปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การขยายตัวของผู้บริโภคทั่วโลก ทำให้ผู้ผลิตต้องยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าให้สูงขึ้น และมีพลังในการแข่งขันพลังใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ระบบการแข่งขันในตลาดเรียกร้องให้การจัดองค์กรต้องเปลี่ยนแปลง องค์กรธุรกิจถูกเรียกร้องให้ต้องผลิตสินค้าและบริการทีมีคุณภาพสูงและส่งต่อให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว, เป็นมิตร และอย่างคล่องตัวยืดหยุ่น การที่จะทำเช่นนั้นได้ องค์กรธุรกิจจะต้องรู้จักมอบหมายอำนาจให้พนักงานได้รับผิดชอบ (EMPOWER) ด้วยตัวเขาเองเพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ แม้องค์กรธุรกิจหลายพันหลายหมื่นองค์กรพยายามที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีขึ้น แต่มีส่วนน้อยที่ประสบความสำเร็จ ปัญหาสำคัญ คือ คนในองค์กรขาดความเชื่อถือไว้วางใจ (TRUST) กันและกัน เศรษฐกิจโลกที่มีการแข่งขันสูงเรียกร้องให้เราตระหนักว่าหลักการ เช่นการรู้จักมอบอำนาจให้พนักงานรับผิดชอบด้วยตัวเองมากขึ้น (EMPOWEREMENT) ความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือ คือ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำให้เกิดผลงานที่ดีที่เป็นเป้าหมายทุกองค์กรต้องการ 

ผู้นำที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือผู้นำที่ยึดถือการนำแบบมีหลักการเป็นศูนย์กลาง พวกเขารู้ว่า เราทุกคนต่างขึ้นอยู่กับกฎธรรมชาติ หรือหลักการที่เป็นผู้บงการควบคุม (GOVERNING PRINCIPLES) ที่ทำงานอยู่เสมอ ไม่ว่าเราจะตระหนักถึงหลักการเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น การจะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ จึงขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับหลักการ เช่นความเที่ยงธรรม, การยินดีในการให้บริการ, ความเสมอภาค, ความยุติธรรม, คุณธรรม, ความซื่อตรง และความเชื่อถือไว้วางใจ

หลักการเหล่านี้เป็นหลักการที่ให้ประโยชน์เห็นได้ชัดเจนในตัวมันเอง เราสามารถพิสูจน์ได้โดยลองคิดดูซิว่ามีสังคมไหน องค์กรไหน ครอบครัวไหนมีประสิทธิภาพหรือประสบความสำเร็จได้ ด้วยการทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับหลักการข้างต้น หลักการที่ถูกต้องช่วยชี้ทางแก่เรา มันจะไม่เปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนย้ายไปจากเดิม มันจะชี้ทิศทางที่ถูกต้องให้เราอยู่เสมอ ดังนั้น การนำแบบมีหลักการเป็นศูนย์กลาง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เรามีความมั่นใจ, ความมั่นคง, อำนาจ, การรู้ทิศทาง, และปัญญาในการบริหารจัดการกับความต้องการที่จำเป็นและโอกาสของโลกยุคปัจจุบัน

บทบาทของผู้นำ
การนำแบบมีหลักการเป็นศูนย์กลาง อาจจะแบ่งเป็นกิจกรรมพื้นฐานได้ 3 ข้อ คือ

1. การหาหนทางไป (PATHFINDING) เนื้อหาที่สำคัญของการหาหนทางไป คือ การมีวิสัยทัศน์และพันธกิจที่เรียกร้องและท้าทาย การหาหนทางไป คือการทำให้คนในองค์กรเกิดความรู้สึกตื่นเต้นต่อเป้าหมายที่สูงค่า ในนามของลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียคนอื่น ๆ
การหาหนทางไป จะผูกพันระบบค่านิยมและวิสัยทัศน์ของคุณให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้วยการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์

2. การเป็นเครือข่ายพันธมิตร (ALIGNING) ประกอบด้วย การทำให้แน่ใจว่าโครงสร้าง, ระบบ และกระบวนการการทำงานของคุณ เป็นปัจจัยที่จะทำให้พันธกิจ และวิสัยทัศน์ประสบความสำเร็จได้จริง ซึ่งหมายถึงว่า 3 เรื่องแรก(โครงสร้าง, ระบบ, กระบวนการทำงาน)จะไม่เข้าไปแทรกแซง, ไม่แข่งขันและไม่ครอบงำ 2 เรื่องหลัง(พันธกิจและวิสัยทัศน์)
จุดคานงัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้น เมื่อผู้คนมาเข้าร่วมเป็นเครือข่ายพันธมิตรกับพันธกิจ, วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของคุณ คุณจะมีเครือข่ายพันธมิตร เมื่อคนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในความผูกพันที่ทรงพลัง ที่จะช่วยกันทำให้วิสัยทัศน์ของกลุ่ม, องค์กร, ชุมชนเป็นความจริง และเมื่อคุณเชื้อเชิญพวกเขาให้มาช่วยกันปรับปรุงโครงสร้างและระบบ

3. การกระจายมอบหมายอำนาจความรับผิดชอบให้คนอื่น (EMPOWERING) ผู้คนนั้นมีความสามารถ, ความช่างคิด, ความฉลาด, และความคิดสร้างสรรค์ แต่ส่วนใหญ่มักซ่อนอยู่ ไม่มีโอกาสได้แสดงออกมา ต่อเมื่อทุกคนได้เข้าร่วมกับพันธกิจและวิสัยทัศน์ขององค์กร, คุณก็จะเริ่มสร้างพันธกิจร่วมกันกับพวกเขา เป้าหมายและพันธกิจของคนแต่ละคนจะผสมกลมกลืนเข้ากับเป้าหมายและพันธกิจขององค์กร
นั่นก็คือการจุดประกายเพื่อปลดปล่อยให้ความสามารถและความช่างคิดของคนทั้งหลายหลั่งไหลออกมา พวกเขาจะทำทุกอย่างเท่าที่จำเป็นเพื่อให้บริการลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียให้ดีขึ้น

การนำในชุมชน

ในสังคมสมัยใหม่ ยาเสพติด, แก๊งเด็กเกเรอันธพาล ความไม่รู้หนังสือ, ความยากจน, อาชญากรรม, ครอบครัวแตกแยก กำลังทำให้สังคมเกิดความเสี่ยงสูงในทุกมิติ

ผู้นำแห่งอนาคตตระหนักว่า รัฐบาลและกลุ่มทางสังคมที่มีบทบาทอยู่ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ มันไม่ใช่ความผิดพลาดของพวกเขาเท่านั้น พวกเขาต้องการเครือข่ายของคนที่จะมาช่วยกันแก้ไขปัญหาที่กว้างขวางกว่าที่เรามีอยู่ เราจะต้องหาทางทำให้ทุกคนในชุมชนมีจิตสำนึกความรู้สึกรับผิดชอบ และเป็นผู้พิทักษ์ดูแลชุมชน เราจะต้องสร้างให้เด็กเยาวชนมีจิตสำนึกความรับผิดชอบในทำนองนี้ด้วย คุณควรเริ่มด้วยการทำตัวให้เป็นแบบอย่างต่อคนในครอบครัวของคุณ ตอนนี้คุณช่วยเหลือชุมชนในด้านใดอยู่หรือไม่? คุณพยายามจะทำความเข้าใจปัญหาของชุมชนและดูว่าคุณจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ของชุมชนอยู่หรือไม่? คุณพยายามจัดการให้บริการแก่ครอบครัวใหญ่ทั้งหมดหรือไม่? เราจะต้องสร้างวิสัยทัศน์เกี่ยวกับสังคมที่ดีขึ้นกว่าเดิม และช่วยทำให้สิ่งนี้เกิดเป็นจริงขึ้น

อุปนิสัย 7 ประการของคนที่มีประสิทธิภาพสูงที่โควีย์เคยเสนอไว้ซึ่งน่าจะเป็นอุปนิสัยสำหรับผู้นำด้วยคือ
1) เป็นคนริเริ่มลงมือทำเองในเชิงรุกและรับผิดชอบ
2) มีเป้าหมายในชีวิต
3) รู้จักเลือกทำสิ่งที่สำคัญเพื่อบรรลุเป้าหมาย
4) คิดแบบใจกว้าง มุ่งความร่วมมือให้ได้รับชัยชนะร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย
5) เป็นผู้รับฟังที่ดี พยายามเข้าใจคนอื่น 
6) หาทางออกเพื่อประโยชน์ร่วมกันแบบทวีคูณ
7) ลับเครื่องมือของมนุษย์เรา คือพลังขับทั้งด้านร่างกาย ปัญญา จิตใจให้คมอยู่เสมอ

“เมื่อสมาชิกในทีมมองเพื่อนร่วมทีมด้วยความนับถือในกันและกัน, ความแตกต่างของสมาชิกแต่ละคนจะถูกใช้ประโยชน์ และกลายเป็นจุดแข็งมากกว่าที่จะเป็นจุดอ่อน. บทบาทของผู้นำคือการสร้างความนับถือในกันและกันของคนในองค์กรและสร้างทีมที่จะสนับสนุนกันและกัน ทำให้จุดแข็งเพิ่มผลิตภาพมากขึ้น และทำให้จุดอ่อนเป็นเรื่องที่ไม่มีความหมาย” สตีเฟน โควีย์ (1932- )

โดย รศ.วิทยากร เชียงกูล
UP Training อ่านบทความอื่นๆ คลิก 

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ผู้นำที่ทรงประสิทธิภาพ ที่ทุกองค์กรต้องมองหา



          องค์กรไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ก็สามารถสิ่งที่ยิ่งใหญ่จนได้รับคำชื่นชมว่ามีความสำเร็จได้ทั้งนั้น ขอเพียงมีองค์ประกอบในการทำงานดี ความสำเร็จก็รออยู่ไม่ไกลองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ ผู้นำต้องดี ถ้ามีผู้นำดี ลูกน้องก็ไม่หลงทาง องค์กรก็ไม่เป๋ จะคิดอะไร จะทำอะไร ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ นี่คือ 10 องค์ประกอบของผู้นำที่ทรงประสิทธิภาพ ที่ทุกองค์กรต้องมองหา


1. ตัดสินใจเด็ดขาด 
ผู้นำที่รู้จักตัดสินใจอย่างเด็ดขาด มักมีคุณสมบัติพิเศษควบคู่กันอยู่อีกประการหนึ่งเสมอคือ มักถูกต้องและมีเหตุมีผล เขามักจะเป็นคนที่พูดจาคำไหนคำนั้น ถือได้ว่าเป็นผู้นำที่ดีที่สุดของลูกน้อง บางครั้งการตัดสินใจดูเหมือนจะใช้ความคิดของตนเป็นใหญ่ไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ เพราะเขากำลังอยู่ใน บทบาทซึ่งเป็นผู้นำ และเขาจะติดตาม รับผิดชอบไปจนเสร็จสิ้นทั้งกระบวนการถ้าผู้นำมีความมุ่งมั่น ตัดสินใจเร็ว ไม่โลเล เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยๆ ลูกน้องก็จะเกิดความมั่นใจ เชื่อถือ และสามารถทำงานได้โดยไม่สะดุดบ่อยๆ ผิดกับเจ้านายที่โลเลต่อการตัดสินใจ ลูกน้องก็มักจะมีบุคลิกภาพแบบนักรีรอ ไม่พร้อมจะทำ ไม่พร้อมจะลุย ไม่พร้อมจะตัดสินใจ และไม่พร้อมจะรับผิดชอบด้วยเช่นกัน


2. มีเป้าหมายชัดเจน
นอกจากจะเฉียบขาดแล้ว ผู้นำที่มีจุดยืน มีอุดมการณ์ หรือมีจุดหมายที่ชัดเจน ก็เป็นที่ต้องการเป็นอย่างยิ่ง จุดหมายที่องค์กรมีร่วมกันโดยมีนายเป็นผู้ถือธงนำนั้น ก็เหมือนกับทั้งทีมได้เห็นเส้นชัยหรือหลักชัยที่ต้องเดินไปให้ถึง ถ้ามีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจนแล้ว เราก็สามารถมุ่งหน้าไปยังจุดๆ นั้นได้ง่าย และเร็วขึ้น เพราะเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ คนที่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่นั้น ย่อมดีกว่าเดินไปคิดลังเลไป เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา


3. รู้จักใช้คน
Put he right man in the right job. ยังใช้ได้ดีในทุกสถานการณ์ และทุกที่ ผู้นำที่ดีต้องรู้จักลูกน้องของตนว่าใครเหมาะที่จะทำอะไร งานไหนควรให้ใครรับผิดชอบ คนไหนเก่งอะไร มีข้อบกพร่องด้านใดอยู่บ้าง ก็พยายามแก้ไขให้เขาสมบูรณ์แบบขึ้น ใครขาดใครเกินส่วนไหน ก็ปรับแต่งให้ลงตัว อย่างนี้จึงจะเรียกว่า บริหารคนเป็น การรู้จักนิสัยใจคอ ความชอบส่วนตัวของลูกน้อง นอกจากจะทำให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพขึ้นแล้ว ยังเป็นข้อหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ผู้นำเอาใส่ใจต่อลูกน้องของเขาเป็นอย่างดี


4. ซื่อสัตย์
นอกจากจะเป็นคนที่ทำงานเก่งแล้ว ผู้นำต้องเป็นตัวอย่างของความซื่อสัตย์ต่อองค์กรด้วย เขาควรจะบริหารค่าใช้จ่ายภายในอย่างเป็นธรรมถูกต้อง ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบให้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ได้ การมีเจ้านายเป็นคนเก่ง และเป็นคนดีที่ไว้ใจได้ อาจพูดได้ว่าเป็นโชคทบของลูกน้องที่ได้ร่วมงานด้วยเลยทีเดียว และคุณสมบัติเช่นนี้ก็จะเป็นแบบอย่างให้ลูกน้องตระหนักถึงคุณลักษณะที่ดี ของเขา เขาควรจะยิ่งต้องยึดถือความสัตย์ซื่อเป็นสรณะตามไปด้วย


5. สนับสนุนลูกน้อง
ผู้นำที่ดีต้องให้โอกาสลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชา เปิดโอกาสให้เขาได้ทำงานที่พิสูจน์ความสามารถของเขาด้วย งานใดจะส่งเสริมให้ความสามารถของลูกน้องโดดเด่นเป็นที่ยอมรับ ก็ควรสนับสนุน ไม่ใช่แย่งผลงานและโอกาสในการสร้างผลงานของลูกน้องมาเป็นผลงานของตัวเองหมดเสียทุกครั้งไป ให้โอกาสเขาได้เจริญเติบโต พร้อมทั้งผลักดัน สนับสนุน ให้สร้างเสริมความสามารถให้ยอดเยี่ยมขึ้นเรื่อยๆผู้นำที่ดีต้องสร้าง ลูกน้องให้เก่งขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าเขาจะเลื่อนขั้นขึ้นมาทำงานแทนได้ในภายภาคหน้า


6. มีมนุษยสัมพันธ์ดี
ผู้นำที่ดีต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดี ทั้งในและนอกองค์กร บางครั้งนอกองค์กรนายอาจจะเป็นคนนิสัยดีเยี่ยม อัธยาศัยดี น่าคบหา แต่กับคนใกล้ตัวอย่างลูกน้องในองค์กร นายอาจจะเปลี่ยนนิสัยไปอยู่ขั้วตรงข้าม อย่างนั้นก็นับเป็นผู้นำที่ใช้ไม่ได้ นายที่ดีต้องไม่ลืมข้อนี้ แค่ทักทาย ถามไถ่ทุกข์สุขลูกน้อง ขอบคุณเมื่อเขาทำงานให้ ให้รางวัลหรือคำชมเชย เมื่อเขาทำในสิ่งซึ่งน่าชมเชย เหล่านี้เป็นต้น นายที่ดีต้องรู้จักยืดหยุ่น มีอารมณ์ขัน อาจมีการพบปะสังสรรค์กันนอกเวลางานบ้าง เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน และจะส่ง ผลให้การทำงานราบรื่นยิ่งขึ้น


7. รู้จักรับฟังความคิดเห็นของลูกน้อง
ผู้นำที่เอาแต่พูดๆๆๆ อยู่ฝ่ายเดียว โดยไม่ฟังความคิดเห็นหรือคำอธิบายของลูกน้องเลย นับเป็นเจ้านายที่ปิดกั้นตัวเองอย่างยิ่ง แน่นอนว่าเจ้านายมักมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่า มีความรู้มากกว่าลูกน้อง แต่การไม่ยอมรับฟังอะไรจากใครเลย ก็ไม่เป็นผลดี เพราะบางทีลูกน้องอาจมีข้อเสนอดีๆ ที่นายมองข้ามไป หรืออาจมีคำ อธิบายที่ฟังขึ้นในความผิดพลาดของงานที่นายมองไม่เห็น การฟังลูกน้องพูดหรืออธิบายบ้าง จะช่วยให้ลูกน้องทำงานอย่างสบายใจ ไม่รู้สึกกดดันมากนัก เมื่อมีปัญหาเขาจะกล้ามาถามหรือเสนอแนะในข้อที่เขาเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ดี แค่รู้จักฟังลูกน้องให้มากขึ้นเพียงนิดหน่อย ก็จะกลายเป็นผู้นำหรือเจ้านายที่น่ารักขึ้นอีกโขเชียวค่ะ


8. บุคลิกภาพต้องดีเยี่ยม
เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง ผู้นำหรือเจ้านายควรเป็นผู้มีบุคลิกดี แต่งกายเหมาะสมกับรูปร่าง หรือ ฐานะทางสังคม ต้องดูสะอาดสะอ้าน ดูสุภาพ เข้างานสังคมได้อย่างไม่ขัดหูขัดตา และมีบุคลิกดึงดูดใจ น่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ถ้าคุณเป็นผู้นำหรือนายที่ความสามารถเป็นเลิศอยู่แล้ว แต่บุคลิกภาพกลับดูแย่ อย่างนี้ก็ถือว่าก็ยังมีข้อบกพร่องให้ลูกน้องรู้สึกไม่ดีได้ จึงโปรดอย่าตกม้าตายด้วยเรื่องง่ายๆ เรื่องนี้


9. มีศิลปะในการเจรจา
ขอเพียงพูดด้วยความนุ่มนวล พูดอย่างรู้จักไตร่ตรอง รู้จักสถานการณ์ รู้คิด รู้กาลเทศะ และรู้จักคนที่เรากำลังเจรจาด้วย ความสำเร็จก็รออยู่ไม่ไกล ในการพูดนั้นต้องคิดก่อน มีการเตรียมการมาก่อน ความคิดต้องไม่สับสน พูดอย่างสั้น กระชับ ตรงประเด็น จริงใจ เป็นธรรมชาติ ใช้เสียงที่ดังพอประมาณ คือให้คู่สนทนาได้ยินชัดเจน หากมีผู้ร่วมสนทนาหลายคน ทุกคนต้องได้ยินเสียงพูดอย่างทั่วถึงกัน พูดจาต้องมีหางเสียง มีจังหวะจะโคนที่ราบรื่น มีเสียงหนักเบาเพื่อเน้นความสำคัญของสิ่งที่พูด และไม่ทำให้รู้สึกเบื่อ สายตาควรจับจ้องไปยังผู้ฟังถ้วนทั่ว และเมื่อพูดจบ จงแสดงท่าทีว่าคุณพร้อมแล้วที่จะรับฟังความเห็นของคนอื่น ไม่ปิดกั้น ไม่คิดว่าสิ่งที่คุณพูดไปนั้นดีที่สุด ถูกต้องที่สุดกว่าคนอื่นๆ แต่มันมีความถูกต้องรอบคอบอย่างที่สุดแล้ว จากความคิดของคุณ คนอื่นๆ มีความคิดเห็นอย่างไร ต้องเปิดโอกาสให้เขาแสดงออกมา เพื่อได้รับแรงสนับสนุน หรือหากถูกค้าน ก็เป็นโอกาสที่เราจะอธิบายเพิ่มเติมได้


10. มีความเป็นผู้นำ
ความเป็นผู้นำนี้แหละ สำคัญสูงสุด และลอยตัวอยู่เหนือเพศสภาพ คนเป็นผู้นำไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาเป็นเพศใด แต่เขามีความคิดที่เฉียบคม ที่การลงมือที่เฉียบขาด และมีการประสานงานที่เฉียบแหลม เขามักอยู่ข้างหน้าผู้อื่นเสมอ ทั้งการคิด การแสดงความคิดเห็น การลงมือทำ และความรับผิดชอบ เขาต้องพร้อมจะผิดก่อนคนอื่น และอธิบายถึงความผิดพลาดนั้นอย่างกล้าหาญ ถูกต้อง และแสดงภูมิรู้ว่าเขาเกิดการเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ พร้อมกันนี้เขาก็พร้อมจะนำพาทุกคนให้ก้าวพ้นความผิดพลาดนั้นๆ ปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง เข้าใจองค์กรและเห็นใจผู้ร่วมงาน ประสานประโยชน์ขององค์กรและผู้ร่วมงานได้ดี ได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากผู้ร่วมงานในทุกระดับ

ดิฉันขอย้ำอีกครั้งว่า องค์กรใดที่มีผู้นำมีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วน ความก้าวหน้าก็รออยู่ข้างหน้าที่ไม่ไกลนัก เมื่อเชื่อก็ลองดูค่ะ


เรื่องโดย อ.ประณม ถาวรเวช
 UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก