แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาวะผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาวะผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ภาวะผู้นำ (Leadership)



          “ผู้นำที่แท้จริงคือผู้นำที่มีผู้ศรัทธาอยากที่จะเดินตาม” คำกล่าวข้างต้นนั้นเป็นความจริงที่คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธเพราะการจะเป็น “ผู้นำ” คนนั้น มิใช่นึกอยากจะเป็นก็ลุกขึ้นมาประกาศตัวเองแล้วหวังว่าจะมีคนมาเดินตาม เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นน่าจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนแล้วล่ะครับ เคยสังเกตกันบ้างมั้ยครับว่าทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นในองค์กร ระดับประเทศหรือระดับโลก ผู้คนมักจะสงบนิ่งอยู่ก่อนเพื่อเฝ้ามองและดูท่าทีของผู้นำคนใหม่ว่าจะมีพฤติกรรมหรือความคิดความอ่านเป็นเช่นใด จะเข้ามาทำการเปลี่ยนแปลงแบบ “หน้ามือเป็นหลังมือ” หรือแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” ผู้นำบางคนมีบุคลิก

         “โฉ่งฉ่าง” บางคนมาแบบ “น้ำนิ่งไหลลึก” บางคนมีลีลา “ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว” แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม พอเวลาผ่านไปได้สักระยะหนึ่ง สภาพความเป็นตัวตนที่แท้จริงของผู้นำนั้นๆ ก็จะปรากฏออกมาให้สาธารณชนได้เห็น จะเห็นดีเห็นงามด้วยหรือไม่ บางครั้งมันก็ขึ้นอยู่กับวิธีการของผู้นำคนนั้นๆ ผู้นำบางคนถึงกับไม่แน่ใจในสภาพที่แท้จริงของตนเอง จึงต้องจ้างมืออาชีพเข้ามาสร้างหรือบางครั้งถึงขั้นกอบกู้ “ภาพลักษณ์” ของตนเองให้ดูดี ดูเด่นเพื่อให้เป็นที่ยอมรับต่อไป

          ความเข้าใจเรื่อง “ภาวะผู้นำ” ของผู้คนในสังคมทุกวันนี้ยังไม่เข้าใจกันถ่องแท้นัก เพราะบางครั้งพากันเข้าใจไปว่าใครก็ตามที่ได้รับแต่งตั้งมีตำแหน่งเป็นนั่นเป็นนี่ ซึ่งอาจจะพอเรียกได้ว่าเป็น “ผู้บริหาร” เท่านั้น แต่ถ้าเป็นผู้บริหารที่ปราศจาก “ภาวะผู้นำ” ผู้บริหารนั้นก็มิใช่ “ผู้นำ” ในขณะที่คนบางคนมี “ภาวะผู้นำ” แต่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง เขาจึงไม่ได้เป็น “ผู้บริหาร” แต่ถ้าใครก็ตามได้รับแต่งตั้งเป็น “ผู้บริหาร” และมี “ภาวะผู้นำ” ด้วย นั่นแหล่ะ จึงจะเรียกได้ว่าเป็น “ผู้นำ” อย่างแท้จริง

          ดังนั้นเราจึงควรมาทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า “ผู้นำ” นั้นย่อมหมายถึงคนที่มีอิทธิพลชักนำหรือโน้มน้าวให้คนอื่นเกิดความศรัทธาอยากที่จะทำตาม เพราะเขาสามารถที่จะกำจิตใจของลูกน้องไว้ได้ และมีศิลปะจูงใจให้ลูกน้องปฏิบัติตามความประสงค์ด้วยความเต็มใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีข้อแม้จนบรรลุภารกิจ ผู้นำจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพนับถือ ศรัทธา รักและยำเกรง จนเป็นศูนย์รวมแห่งพลังของคนในองค์กร เขาจึงเป็นดุจดวงประทีปของหน่วยงาน เป็นสัญลักษณ์และหลักชัยในการดำเนินงาน โดยมีคุณสมบัติที่คนมี “ภาวะผู้นำ” (Leadership) พึงมีดังนี้ คือ

L = Lively เป็นบุคคลที่มีชีวิตชีวา ใครเข้าใกล้ก็จะรู้สึกอบอุ่น เต็มเปี่ยมไปด้วยอัธยาศัยไมตรี บุคคลประเภทนี้มักจะรู้จักบริหารเวลาทั้งกับหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัว และถ้าหากมีความสุขกับการทำงานด้วยแล้ว ความสดใส ความมีชีวิตชีวาจะบังเกิดมากยิ่งขึ้นจนเป็นที่ประจักษ์

E = Encourage รู้จักบำรุงน้ำใจผู้คนโดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา หากมีอะไรส่งเสริมสนับสนุนได้ เขาจะไม่รั้งรอที่จะกระทำทันที

A = Active เป็นผู้ที่มีความคล่องแคล่ว กระตือรือร้น แสวงหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา ทำให้บรรยากาศในที่ทำงานกระฉับกระเฉงกระชุ่มกระชวย

D = Decisive มีความกล้าหาญในการตัดสินใจและมีความเด็ดขาด เนื่องจากมีความรู้ มีประสบการณ์และข้อมูลแน่นหนาในการตัดสินใจ

E = Endurance มีความอดทนอดกลั้นต่อปัญหาที่รุมเร้าเข้ามาในทุกรูปแบบ ทั้งเรื่องการบริหารงานและบริหารคน

R = Responsible มีความรับผิดชอบต่อภารกิจทุกอย่างที่เกิดขึ้นในองค์กร ทั้งจากการกระทำของตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชา

S = Smart มีความเฉลียวฉลาด สง่างามในทุกท่วงท่า อิริยาบถ ทั้งความคิดและการกระทำ

H = Healthy มีสุขภาพทั้งกายและจิตใจดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องรู้จักการผ่อนคลายและกำจัดความเครียดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

I = Informative มีความสนใจและติดตามข้อมูลข่าวสาร ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร

P = Polite มีความสุภาพอ่อนโยน อ่อนน้อมถ่อมตนจนเป็นที่เลื่องลือและยอมรับของทุกฝ่าย

          จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการเป็น “ผู้นำ” ที่มี “ภาวะผู้นำ” เท่านั้น ยังมีองค์ประกอบหรือปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่จะต้องศึกษาและเรียนรู้ อาทิ การเข้าใจในธรรมชาติของคน ศิลปะการตำหนิ วัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมท้องถิ่น การคิดในเชิงบวกและสร้างสรรค์

          แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุดที่น่าจะพึงตระหนักก็คือ บางครั้ง “ผู้นำ” อาจจะไม่ต้องเก่งหมดทุกเรื่องก็ได้ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะรู้สึกว่าตนไม่ได้มีโอกาสที่จะได้แสดงความสามารถอะไรบ้างเลย เพราะ “ผู้นำ” รู้ไปหมดเสียทุกเรื่อง ดังนั้นคำสอนของผู้ใหญ่จึงมักเตือน “ผู้นำ” ว่า “การแกล้งทำเป็นโง่นั้น บางครั้งเป็นความฉลาดที่สุด” แต่คนโบราณก็ยังคงสอนลูกหลานกำกับไว้อีกด้วยนะครับว่า “โง่ไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก โง่มากๆ ก็ยากที่จะเป็นใหญ่”

โดย อาจารย์สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 
อ้างอิง : smartsme.tv

UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Practical Wisdom ผู้นำทีมงานยุคใหม่ต้องมี


การบริหารองค์กรให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนในยุคปัจจุบัน นับว่าเป็นภารกิจที่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆของผู้นำอีกต่อไป แต่เดิม Ikujiro Nonaga และ Hirotaka Takeuchi ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการ ความรู้ บอกว่าผู้นำควรจะต้องนำความรู้ 2 ลักษณะคือ ความชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และ ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) มาผสมผสานกันเพื่อสร้างภูมิปัญญาของผู้นำ ในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จ แต่จากการที่สภาพแวดล้อมในการบริหารองค์กรในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไป ผู้นำยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จ ต้องพัฒนาตนเองให้มีภูมิปัญญาในการบริหารงานเพิ่มขึ้น ไปอีก ซึ่งภูมิปัญญาชุดใหม่นี้ เรียกว่า "ภูมิปัญญาเชิงปัญญาปฏิบัติ (Practical Wisdom)"


ซึ่งประกอบไปด้วยคุณลักษณะใหญ่ๆ 6 ประการ ดังต่อไปนี้

1. ความสามารถในการใช้ดุลยพินิจแยกแยะระหว่างความดีและความไม่ดี ผู้นำที่จะครองใจคนจะต้องมีความสามารถแยกแยะให้ได้ว่าอะไรเป็นความถูกต้อง ความดี ที่ผู้นำจะต้องประพฤติปฏิบัติ ซึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการเรียนรู้ ที่เริ่มจาก
1.1) ความรู้ ที่จะต้องรู้เสียก่อนว่าสิ่งต่างๆที่ผู้นำจะต้องประพฤติปฏิบัติอะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่ดีงาม
1.2) ค่านิยมของตนเอง ที่จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อความศรัทธาในความถูกต้องชอบธรรม ซึ่งจะต้องเป็น กระบวนการบ่มเพาะมาอย่างยาวนานเริ่มจากครอบครัว โรงเรียน และสังคม 
1.3) ความกล้าลงมือปฏิบัติในสิ่งที่ตนเองเชื่อและศรัทธา
1.4) กระบวนการตรวจสอบเพื่อเป็นเครื่องมือในการกำกับว่าอะไรเป็นที่ถูกต้องชอบธรรม
1.5) การถ่ายทอดค่านิยมในความถูกต้องชอบธรรมต่อคนรุ่นต่อๆ ไปและสังคม

2. ความสามารถในการจับประเด็นสำคัญ ผู้นำจะต้องมีความสามารถในการจับประเด็นสาระสำคัญของเรื่องราวต่างๆที่จะต้องแก้ปัญหาและตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง เช่น ในประเด็นที่จะต้อง แก้ปัญหาและตัดสินใจนั้นๆมีสาระสำคัญอยู่ตรงไหน ผลกระทบของตัดสินใจจะเป็นเช่นไร การแก้ปัญหาแบบนี้จะมีผลกระทบอะไรบ้าง เป็นต้น ในการพัฒนาความสามารถในเรื่องนี้ประกอบด้วย
2.1) การตั้งคำถามอย่างลึกซึ้งในสถานการณ์หรือประเด็นปัญหานั้นๆ
2.2) การเชื่อมโยงประเด็นของสถานการณ์ต่างๆว่าจะกระทบกับภาพรวมขององค์กรอย่างไร 
2.3) การฝึกการใช้ความคิดแบบทัศนภาพ (Scenario Thinking) ว่าถ้าจะทำสิ่งนี้จะมีผลกระทบอะไร เกิดขึ้นตามมาบ้างกับส่วนที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
2.4) ประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น
2.5) ทบทวนการจับประเด็นสำคัญว่ามีความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่


3. ความสามารถในการสร้างการตระหนักรู้ร่วมกัน ผู้นำจะต้องมีความสามารถในการสร้างโอกาสและบรรยากาศในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ในหมู่ผู้เกี่ยวข้อง ด้วยการเปิดโอกาสให้พนักงานทราบข้อมูลข่าวสาร สถานการณ์ขององค์กรและสร้างบรรยากาศในการสานเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน อันจะเป็นโอกาสในการสร้างความรู้ใหม่ๆให้เกิดขึ้นในองค์กร และยังจะเป็นการกระตุ้น ให้เกิดความรู้สึกในการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร อันจะเป็นพลังร่วมกันของคนในองค์กรที่จะช่วยกันทำงาน


4. ความสามารถในการสื่อสารที่มุ่งเน้นสาระสำคัญ ผู้นำจะต้องมีศิลปะในการสื่อสารที่มั่นใจได้ว่าผู้รับข่าวสารในสถานะต่างๆจะรับรู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ ในสิ่งที่ผู้นำสื่อออกไป ผู้นำจะต้องมีทักษะในการสื่อสารที่จะสร้างพลังในการทำงานกับทีมงาน


5. ความสามารถในการใช้ภาวการณ์นำที่เหมาะสม โดยภาพรวมพนักงานจะแสดงพฤติกรรมในการปฏิบัติงานออกเป็นสามลักษณะใหญ่ๆ คือ พฤติกรรมการทำงานเชิงบวกที่มุ่งมั่นทุ่มเทเป็นพิเศษ พฤติกรรมปกติซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ และสุดท้ายพฤติกรรมที่มีปัญหาในการทำงาน ผู้นำจะต้องมีกระบวนการในการที่จะจูงใจและให้รางวัลที่เหมาะสมสำหรับพฤติกรรมเชิงบวก พยายามกระตุ้นให้พฤติกรรมปกติให้กลับกลายมาเป็นพฤติกรรมเชิงบวก และกลุ่มสุดท้ายพฤติกรรมที่มีปัญหา ผู้นำจะต้องมีความกล้าในการใช้มาตรการที่เหมาะสมในการ แก้ปัญหาจากมาตรการการปรับพฤติกรรมการทำงาน ไปจนสุดท้ายมาตรการการลงโทษ เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าพนักงานทุกคนเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการทำงาน


6. ความสามารถในการถ่ายทอดภูมิปัญญาเชิงปัญญาปฏิบัติไปสู่คนรุ่นต่อๆไป ในทางปฏิบัติองค์กรที่มุ่งมั่นในความสำเร็จอย่างยั่งยืน ไม่ควรที่จะพัฒนาเฉพาะผู้นำให้มีภูมิปัญญาเชิงปัญญาปฏิบัติเท่านั้น แต่องค์กรควรที่จะพัฒนาให้พนักงานทุกคนมีภูมิปัญญาในลักษณะดังกล่าวด้วย เพราะฉะนั้นจึงเป็นภารกิจสำคัญอันหนึ่งของผู้นำก็คือการที่จะต้องพัฒนาถ่ายทอดพฤติกรรมและวัฒนธรรมการปฏิบัติงานที่ใช้ภูมิปัญญาเชิงปัญญาปฏิบัติ ให้กับพนักงานรุ่นต่อๆไป ด้วยการแสดงบทบาทของการเป็นพฤติกรรมต้นแบบ (Role model) อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตลอดไป


ลองนำแนวคิดของ "ภูมิปัญญาเชิงปัญญาปฏิบัติ" ไปพัฒนาผู้นำองค์กรดูนะครับ
"ผู้นำยุคใหม่ต้องมี ความสามารถ ที่มากขึ้น ด้วยถูกคาดหวังในด้าน ของผลสัมฤทธิ์ ที่หลากหลาย"

 
ที่มา : www.impressionconsult.com
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ผู้นำที่ทรงประสิทธิภาพ ที่ทุกองค์กรต้องมองหา



          องค์กรไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ก็สามารถสิ่งที่ยิ่งใหญ่จนได้รับคำชื่นชมว่ามีความสำเร็จได้ทั้งนั้น ขอเพียงมีองค์ประกอบในการทำงานดี ความสำเร็จก็รออยู่ไม่ไกลองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ ผู้นำต้องดี ถ้ามีผู้นำดี ลูกน้องก็ไม่หลงทาง องค์กรก็ไม่เป๋ จะคิดอะไร จะทำอะไร ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ นี่คือ 10 องค์ประกอบของผู้นำที่ทรงประสิทธิภาพ ที่ทุกองค์กรต้องมองหา


1. ตัดสินใจเด็ดขาด 
ผู้นำที่รู้จักตัดสินใจอย่างเด็ดขาด มักมีคุณสมบัติพิเศษควบคู่กันอยู่อีกประการหนึ่งเสมอคือ มักถูกต้องและมีเหตุมีผล เขามักจะเป็นคนที่พูดจาคำไหนคำนั้น ถือได้ว่าเป็นผู้นำที่ดีที่สุดของลูกน้อง บางครั้งการตัดสินใจดูเหมือนจะใช้ความคิดของตนเป็นใหญ่ไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ เพราะเขากำลังอยู่ใน บทบาทซึ่งเป็นผู้นำ และเขาจะติดตาม รับผิดชอบไปจนเสร็จสิ้นทั้งกระบวนการถ้าผู้นำมีความมุ่งมั่น ตัดสินใจเร็ว ไม่โลเล เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยๆ ลูกน้องก็จะเกิดความมั่นใจ เชื่อถือ และสามารถทำงานได้โดยไม่สะดุดบ่อยๆ ผิดกับเจ้านายที่โลเลต่อการตัดสินใจ ลูกน้องก็มักจะมีบุคลิกภาพแบบนักรีรอ ไม่พร้อมจะทำ ไม่พร้อมจะลุย ไม่พร้อมจะตัดสินใจ และไม่พร้อมจะรับผิดชอบด้วยเช่นกัน


2. มีเป้าหมายชัดเจน
นอกจากจะเฉียบขาดแล้ว ผู้นำที่มีจุดยืน มีอุดมการณ์ หรือมีจุดหมายที่ชัดเจน ก็เป็นที่ต้องการเป็นอย่างยิ่ง จุดหมายที่องค์กรมีร่วมกันโดยมีนายเป็นผู้ถือธงนำนั้น ก็เหมือนกับทั้งทีมได้เห็นเส้นชัยหรือหลักชัยที่ต้องเดินไปให้ถึง ถ้ามีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจนแล้ว เราก็สามารถมุ่งหน้าไปยังจุดๆ นั้นได้ง่าย และเร็วขึ้น เพราะเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ คนที่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่นั้น ย่อมดีกว่าเดินไปคิดลังเลไป เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา


3. รู้จักใช้คน
Put he right man in the right job. ยังใช้ได้ดีในทุกสถานการณ์ และทุกที่ ผู้นำที่ดีต้องรู้จักลูกน้องของตนว่าใครเหมาะที่จะทำอะไร งานไหนควรให้ใครรับผิดชอบ คนไหนเก่งอะไร มีข้อบกพร่องด้านใดอยู่บ้าง ก็พยายามแก้ไขให้เขาสมบูรณ์แบบขึ้น ใครขาดใครเกินส่วนไหน ก็ปรับแต่งให้ลงตัว อย่างนี้จึงจะเรียกว่า บริหารคนเป็น การรู้จักนิสัยใจคอ ความชอบส่วนตัวของลูกน้อง นอกจากจะทำให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพขึ้นแล้ว ยังเป็นข้อหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ผู้นำเอาใส่ใจต่อลูกน้องของเขาเป็นอย่างดี


4. ซื่อสัตย์
นอกจากจะเป็นคนที่ทำงานเก่งแล้ว ผู้นำต้องเป็นตัวอย่างของความซื่อสัตย์ต่อองค์กรด้วย เขาควรจะบริหารค่าใช้จ่ายภายในอย่างเป็นธรรมถูกต้อง ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบให้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ได้ การมีเจ้านายเป็นคนเก่ง และเป็นคนดีที่ไว้ใจได้ อาจพูดได้ว่าเป็นโชคทบของลูกน้องที่ได้ร่วมงานด้วยเลยทีเดียว และคุณสมบัติเช่นนี้ก็จะเป็นแบบอย่างให้ลูกน้องตระหนักถึงคุณลักษณะที่ดี ของเขา เขาควรจะยิ่งต้องยึดถือความสัตย์ซื่อเป็นสรณะตามไปด้วย


5. สนับสนุนลูกน้อง
ผู้นำที่ดีต้องให้โอกาสลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชา เปิดโอกาสให้เขาได้ทำงานที่พิสูจน์ความสามารถของเขาด้วย งานใดจะส่งเสริมให้ความสามารถของลูกน้องโดดเด่นเป็นที่ยอมรับ ก็ควรสนับสนุน ไม่ใช่แย่งผลงานและโอกาสในการสร้างผลงานของลูกน้องมาเป็นผลงานของตัวเองหมดเสียทุกครั้งไป ให้โอกาสเขาได้เจริญเติบโต พร้อมทั้งผลักดัน สนับสนุน ให้สร้างเสริมความสามารถให้ยอดเยี่ยมขึ้นเรื่อยๆผู้นำที่ดีต้องสร้าง ลูกน้องให้เก่งขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าเขาจะเลื่อนขั้นขึ้นมาทำงานแทนได้ในภายภาคหน้า


6. มีมนุษยสัมพันธ์ดี
ผู้นำที่ดีต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดี ทั้งในและนอกองค์กร บางครั้งนอกองค์กรนายอาจจะเป็นคนนิสัยดีเยี่ยม อัธยาศัยดี น่าคบหา แต่กับคนใกล้ตัวอย่างลูกน้องในองค์กร นายอาจจะเปลี่ยนนิสัยไปอยู่ขั้วตรงข้าม อย่างนั้นก็นับเป็นผู้นำที่ใช้ไม่ได้ นายที่ดีต้องไม่ลืมข้อนี้ แค่ทักทาย ถามไถ่ทุกข์สุขลูกน้อง ขอบคุณเมื่อเขาทำงานให้ ให้รางวัลหรือคำชมเชย เมื่อเขาทำในสิ่งซึ่งน่าชมเชย เหล่านี้เป็นต้น นายที่ดีต้องรู้จักยืดหยุ่น มีอารมณ์ขัน อาจมีการพบปะสังสรรค์กันนอกเวลางานบ้าง เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน และจะส่ง ผลให้การทำงานราบรื่นยิ่งขึ้น


7. รู้จักรับฟังความคิดเห็นของลูกน้อง
ผู้นำที่เอาแต่พูดๆๆๆ อยู่ฝ่ายเดียว โดยไม่ฟังความคิดเห็นหรือคำอธิบายของลูกน้องเลย นับเป็นเจ้านายที่ปิดกั้นตัวเองอย่างยิ่ง แน่นอนว่าเจ้านายมักมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่า มีความรู้มากกว่าลูกน้อง แต่การไม่ยอมรับฟังอะไรจากใครเลย ก็ไม่เป็นผลดี เพราะบางทีลูกน้องอาจมีข้อเสนอดีๆ ที่นายมองข้ามไป หรืออาจมีคำ อธิบายที่ฟังขึ้นในความผิดพลาดของงานที่นายมองไม่เห็น การฟังลูกน้องพูดหรืออธิบายบ้าง จะช่วยให้ลูกน้องทำงานอย่างสบายใจ ไม่รู้สึกกดดันมากนัก เมื่อมีปัญหาเขาจะกล้ามาถามหรือเสนอแนะในข้อที่เขาเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ดี แค่รู้จักฟังลูกน้องให้มากขึ้นเพียงนิดหน่อย ก็จะกลายเป็นผู้นำหรือเจ้านายที่น่ารักขึ้นอีกโขเชียวค่ะ


8. บุคลิกภาพต้องดีเยี่ยม
เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง ผู้นำหรือเจ้านายควรเป็นผู้มีบุคลิกดี แต่งกายเหมาะสมกับรูปร่าง หรือ ฐานะทางสังคม ต้องดูสะอาดสะอ้าน ดูสุภาพ เข้างานสังคมได้อย่างไม่ขัดหูขัดตา และมีบุคลิกดึงดูดใจ น่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ถ้าคุณเป็นผู้นำหรือนายที่ความสามารถเป็นเลิศอยู่แล้ว แต่บุคลิกภาพกลับดูแย่ อย่างนี้ก็ถือว่าก็ยังมีข้อบกพร่องให้ลูกน้องรู้สึกไม่ดีได้ จึงโปรดอย่าตกม้าตายด้วยเรื่องง่ายๆ เรื่องนี้


9. มีศิลปะในการเจรจา
ขอเพียงพูดด้วยความนุ่มนวล พูดอย่างรู้จักไตร่ตรอง รู้จักสถานการณ์ รู้คิด รู้กาลเทศะ และรู้จักคนที่เรากำลังเจรจาด้วย ความสำเร็จก็รออยู่ไม่ไกล ในการพูดนั้นต้องคิดก่อน มีการเตรียมการมาก่อน ความคิดต้องไม่สับสน พูดอย่างสั้น กระชับ ตรงประเด็น จริงใจ เป็นธรรมชาติ ใช้เสียงที่ดังพอประมาณ คือให้คู่สนทนาได้ยินชัดเจน หากมีผู้ร่วมสนทนาหลายคน ทุกคนต้องได้ยินเสียงพูดอย่างทั่วถึงกัน พูดจาต้องมีหางเสียง มีจังหวะจะโคนที่ราบรื่น มีเสียงหนักเบาเพื่อเน้นความสำคัญของสิ่งที่พูด และไม่ทำให้รู้สึกเบื่อ สายตาควรจับจ้องไปยังผู้ฟังถ้วนทั่ว และเมื่อพูดจบ จงแสดงท่าทีว่าคุณพร้อมแล้วที่จะรับฟังความเห็นของคนอื่น ไม่ปิดกั้น ไม่คิดว่าสิ่งที่คุณพูดไปนั้นดีที่สุด ถูกต้องที่สุดกว่าคนอื่นๆ แต่มันมีความถูกต้องรอบคอบอย่างที่สุดแล้ว จากความคิดของคุณ คนอื่นๆ มีความคิดเห็นอย่างไร ต้องเปิดโอกาสให้เขาแสดงออกมา เพื่อได้รับแรงสนับสนุน หรือหากถูกค้าน ก็เป็นโอกาสที่เราจะอธิบายเพิ่มเติมได้


10. มีความเป็นผู้นำ
ความเป็นผู้นำนี้แหละ สำคัญสูงสุด และลอยตัวอยู่เหนือเพศสภาพ คนเป็นผู้นำไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาเป็นเพศใด แต่เขามีความคิดที่เฉียบคม ที่การลงมือที่เฉียบขาด และมีการประสานงานที่เฉียบแหลม เขามักอยู่ข้างหน้าผู้อื่นเสมอ ทั้งการคิด การแสดงความคิดเห็น การลงมือทำ และความรับผิดชอบ เขาต้องพร้อมจะผิดก่อนคนอื่น และอธิบายถึงความผิดพลาดนั้นอย่างกล้าหาญ ถูกต้อง และแสดงภูมิรู้ว่าเขาเกิดการเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ พร้อมกันนี้เขาก็พร้อมจะนำพาทุกคนให้ก้าวพ้นความผิดพลาดนั้นๆ ปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง เข้าใจองค์กรและเห็นใจผู้ร่วมงาน ประสานประโยชน์ขององค์กรและผู้ร่วมงานได้ดี ได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากผู้ร่วมงานในทุกระดับ

ดิฉันขอย้ำอีกครั้งว่า องค์กรใดที่มีผู้นำมีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วน ความก้าวหน้าก็รออยู่ข้างหน้าที่ไม่ไกลนัก เมื่อเชื่อก็ลองดูค่ะ


เรื่องโดย อ.ประณม ถาวรเวช
 UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก
 

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559

เคล็ดลับ 19 ข้อ สำหรับภาวะผู้นำที่ประสบความสำเร็จ



1. รักษาสัมพันธภาพที่ดีกับนายของท่าน สัมพันธภาพที่ดีมีผลโดยตรงกับความสามารถของท่านที่จะสร้างความพอใจ และผูกใจผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้นำที่มีความสามารถได้รับอำนาจจากนายของเขา

2. ทำตัวอย่างที่ดี ในสิ่งที่ท่านอยากให้ผู้ร่วมงานปฏิบัติ เช่น มีความจริงใจ ซื่อสัตย์ ควบคุมอารมณ์ใช้ปัญญา กล้าตัดสินใจ ยืดหยุ่นมีเหตุผล กำหนดวัตถุประสงค์ ริเริ่ม กระตือรือร้น ท่านต้องให้มีคุณสมบัติเหล่านี้ ท่านต้องเป็นแบบอย่าง การเป็นแบบอย่างเป็นยุทธวิธีที่ดีมากสำหรับผู้นำที่มีความสามารถ

3. บอกความคาดหวังท่านชัดเจน ท่านคาดหวังอย่างไรกับผู้ร่วมงานที่เขาจะทำให้เกิดความพึงพอใจกับท่าน อย่าคิดเอาเองว่าเขาจะทราบไม่ต้องกลัวที่จะบอกเขาว่าท่านต้องการอะไร บอกเขาก่อนที่เขาจะทำงาน และเตือนเขาบ่อย ๆ เท่าที่จะทำได้

4. นัดประชุมเพื่อสร้างทีมให้เข้มแข็ง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดให้กลุ่มมุ่งเน้นที่เป้าหมาย

5. ให้รางวัลผู้ให้ความร่วมมือและทำงานหนัก ถ้าให้รางวัลเขาแล้ว เขาจะทำงานดีขึ้น

6. ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล และหาประโยชน์จากความแตกต่างเหล่านั้น

7. ให้คำชมบางคนที่ให้ความร่วมมือกับทีมดูวัตถุประสงค์ ความจริงใจ และความถี่ ท่านแน่ใจว่าเขาทำตามความคาดหวังของท่าน และสามารถปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น

8. รับฟังผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้ร่วมงานจะรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ท่านจะได้รับความนับถือและไดรับความจริงใจมากขึ้น ท่านจะได้ทราบความเป็นไปในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น

9. เลือกบุคคลที่สามารถทำงานกันเป็นทีม ไม่มีการฝึกอบรมชนิดใดที่จะเปลี่ยนแปลงบุคลากรที่แปลกแยกจากทีมของท่านได้มากนัก ให้พิถีพิถันในการเลือกคน อย่าต้องมาจ่ายเงินเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งผิด ๆ ทิ้งไว้ให้คู่แข่งของท่านจะสวยกว่า

10. ร่วมกันกำหนดเป้าหมายทัศนภาพ สร้างแรงจูงใจ และเหตุผลต่าง ๆ ไม่ต้องบอกว่าเขาต้องทำอะไรในสถานการณ์ต่าง ๆ และให้เขาช่วยตัดสินใจในวิธีการที่ดีที่สุดในการที่จะทำให้บรรลุผลตามความต้องการต่าง ๆ เหล่านั้น

11. ยอมรับความผิดพลาด การยอมรับความผิดพลาดแสดงถึงความเข้มแข็งมากกว่าการแสดงความอ่อนแอ

12. อย่าให้คำมั่นสัญญาอะไรง่าย ๆ มีสองสิ่งที่จะเกิดขึ้น เวลาให้สัญญาไม่เป็นสิ่งที่ดีนัก นั่นก็คือ มีความคาดหวังให้เป็นไปตามสัญญา และถ้าไม่เป็นไปตามสัญญา มิตรภาพก็จะสลายไป

13. บริหารเวลาให้ดี ควรมีเวลาให้เพื่อนร่วมงานของท่านบ้าง

14. มอบหมายงานให้เหมาะสมกับคนสอดคล้องกับความต้องการขององค์กร สิ่งนี้เป็นคำตอบที่ดีสำหรับคำถามที่ว่า "ข้าพเจ้าจะจู.ใจลูกน้องได้อย่างไร"

15. ท่านต้องยอมรับค่าของคนตามความแตกต่างของบุคลากร ท่านก็คงทราบว่าสิ่งใดที่จะทำให้ท่านรู้สึกดีขึ้น คนอื่น ก็เช่นเดียวกับท่าน ทุกคนต้องการมีความรู้สึกว่าตนเองสำคัญ ถ้าท่านยกย่องเขา เขาก็ยกย่องท่าน

16. แก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างซื่อตรง และยุติธรรม ให้ตระหนักถึงสไตล์การแก้ปัญหาความขัดแย้งของท่าน เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์

17. ให้ข้อมูลในการทำงานก่อนที่เขาจะทำงาน เพื่อนร่วมงานต้องการข้อมูลที่จำเป็นในการทำงาน เมื่อท่านมอบหมายงานท่านต้องให้ข้อมูลเขา

18. ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นจากแรงกดดันของแต่ละวันบ้าง ท่านต้องมีเวลาคิดว่าจะทำอย่างไรดีให้เป้าหมายบรรลุผล ควรจะวางแผนอย่างไร มิฉะนั้นท่านก็จะต้องต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ โอกาสที่ท่านจะประสบความสำเร็จยากมากต้องปล่อยวางบ้าง

19. อย่าเป็นคนที่เคร่งเครียดจนเกินไป ร่าเริงและเป็นกันเองกับลูกน้องบ้าง

โดย : รศ.สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์
 UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

ภาวะผู้นำสำคัญอย่างไร? กับการทำงานเป็นทีม

1. ช่วยกระตุ้นการทำงานของทีม
          คนทำงานที่มีภาวะผู้นำสูงกว่าคนอื่น ๆ ในทีม ควรมีหน้าที่เป็นผู้ที่ช่วยกระตุ้นทีมให้เกิดการทำงาน โดยดึงความสามารถที่ตนเองมีออกมาช่วยให้ทีมได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภาวะผู้นำจะช่วยให้เราอยู่ในตำแหน่งงานที่เหมาะสม เพราะเรารู้ขีดจำกัดและความสามารถของตัวเอง จึงสามารถทำงานได้ตรงตามหน้าที่ได้อย่างลงตัว ในขณะเดียวกัน เราก็จะช่วยให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นได้รู้ขีดความสามารถของตัวเขาด้วย หรือหากเขาขาดความรู้ในเรื่องใดก็ตาม เขาก็จะมาขอคำปรึกษาจากเราได้ เราซึ่งเป็นคนที่มีความรู้มากกว่า ก็สามารถเป็นที่ปรึกษาของทีมได้ เพราะเราอาจจะให้ความรู้ เพื่อกระตุ้นให้สมาชิกในทีมคนอื่น ๆ พัฒนาศักยภาพและความสามารถไปพร้อม ๆ กัน

2. เป็นเจ้านายตัวเอง
          ภาวะความเป็นผู้นำจะทำให้เรารู้หน้าที่ของตัวเอง รู้ว่าอะไรที่เราควรจะทำ และอะไรที่ไม่ควรทำ ในแง่ของหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อตัวเอง คนทำงานที่มีภาวะผู้นำจะรู้จักงานของตัวเองดี โดยไม่จำเป็นต้องให้ใครมาออกคำสั่ง หรือคอยเตรียมงานให้อยู่ตลอดเวลา เพราะเขาสามารทำงานนี้ได้เอง และรู้ว่าต้องทำอย่างไร ตัวเองก็จะไม่รู้สึกว่าเป็นคนด้อยค่า หรือไร้ความสามารถ อีกทั้งยังไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวถ่วงที่จะทำให้การทำงานล่าช้า การทำงานเป็นทีมก็จะดำเนินไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอนมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นการทำงานที่เป็นเจ้านายตัวเอง มีแต่ตัวเราเองเท่านั้นที่รู้ว่าเราต้องทำอะไร และคนรอบข้างที่เป็นเพื่อนร่วมงานของเราก็ได้รับอิทธิพลการทำงานแบบนี้ไปด้วย ภาวะผู้นำจึงสำคัญกับการทำงานเป็นทีมอย่างยิ่ง เพราะทำให้งานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น

3.ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน
          การทำงานเป็นทีมโดยอาศัยภาวะผู้นำ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นเจ้านายใคร ไม่ต้องสั่งการหรือออกคำสั่งใคร จึงทำให้ความสัมพันธ์ของเราที่มีต่อเพื่อนร่วมงานไม่มีลำดับชั้น ซึ่งแตกต่างจากการทำงานระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง เพราะความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ จะทำให้คนทำงานไม่สามารถแสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเจ้านายตำหนิ หากจะต้องแสดงความคิดเห็นบางอย่างออกไป การที่คนทำงานที่มีภาวะผู้นำได้ทำงานเป็นทีม จึงเป็นโอกาสที่จะได้แสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที่ หากการทำงานเป็นที่ถูกใจ ไม่เพียงแต่จะได้รับคำชื่นชมจากเจ้านายเท่านั้น แต่เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ก็จะได้เห็นความสามารถของเราอีกด้วย ความสามารถที่โดดเด่นของเรา จะทำให้เราได้รับการยอมรับนับถือจากเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ไปในคราวเดียวกันด้วย

          ภาวะผู้นำนั้นต้องมาจากการฝึกฝนตนเองเพื่อทำให้เกิดความรู้สึกว่าอยากจะทำงาน โดยไม่ต้องรอให้ใครมาบังคับ เพราะรู้อยู่แล้วว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร ความสามารถที่โดดเด่นของคนทำงานที่มีภาวะผู้นำ จะช่วยให้เพื่อนร่วมงานได้รับอิทธิพลการทำงานที่ดีตามไปด้วย ภาวะผู้นำกับการทำงาน จึงไม่ได้ดีเฉพาะกับคนที่ทำงาน แต่ยังส่งผลดีต่อการทำงานเป็นทีมด้วย เพื่อสมาชิกทุกคนทำงานได้ดี ทีมก็ทำงานได้ดีตามไปด้วย

ที่มา : Jobsdb