แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

5 วิธีสร้างราศีจับในที่ทำงาน


คุณอาจนึกว่าการมีสง่าราศี มีบารมีน่ะ เขาต้องมีกันมาแต่เกิดแน่ๆ เราจะบอกว่า ไม่จำเป็นค่ะ ของแบบนี้สร้างกันได้ชัวร์ ถ้าคุณสามารถ
1. สงบ ในขณะเดียวกันก็กระตือรือร้น
2. มั่นใจ
3. บุคลิกท่วงท่าดี
4. ดวงตาสดใส และแสดงออกทางสีหน้าได้ถูกกาลเทศะ
5. มีคุณสมบัติของการฟังที่ดี

ซึ่งแต่ละคนจะมีอย่างนี้ได้ คุณก็อาจต้อง
1. อย่าถืออะไรรุงรัง เวลาไปไหนถ้าเมื่อไหร่ที่คุณต้องทั้งสะพายกระเป๋าใบโตที่แน่นเอี๊ยดไปด้วยแฟ้มงาน และยังมีแล็ปท็อปเข้าอีก จะทำให้คุณเดินเอียงไปเอียงมา เสียบุคลิกได้ จัดการให้ง่ายเข้าไว้ จะได้เดินได้อย่างผึ่งผายไม่ต้องกังวลกับสัมภาระ
2. ลดอาการขมวดคิ้ว คนในโลกส่วนใหญ่ที่จัดว่าเป็นบุคคลที่มีบารมีของจริงแทบไม่ขมวดคิ้วกันเลย เพราะมันทำให้คุณดูเป็นสาวขี้กังวลอมทุกข์ได้ ถ้าคุณขมวดคิ้วจนติดเป็นนิสัย ให้นึกหน้าคนอย่างท่านดาไลลามะ โอปราห์ วินฟรีย์ หรือใตรที่มักยิ้มในหน้าได้เสมอเอาไว้ แล้วผ่อนคลายกล้ามเนื้อตรงระหว่างคิ้ว รู้สึกดี และยิ้มน้อยๆ เสมอ
3. เลิกบ่น คนที่คอยบ่นโน่นนี่อยู่เสมอ ทำยังไงก็รับรองได้เลยว่าจะไม่ค่อยมีใครเขาเชื่อถือได้ เพราะอาการบ่นบ่งบอกว่าคุณไม่สามารถมองโลกให้เป็นบวกได้เลย แถมดูเป็นคนไม่มีความสุขเอาซะอีก
4. เงียบเข้าไว้ คนมีสง่า บารมี ส่วนใหญ่จะฟังมากกว่าพูด เขามักทำให้คนที่เขาฟังรู้สึกว่าเป็นคนพิเศษได้ วิธีตั้งใจฟังก็คือ สบตาผู้พูด คอยผงกหัวตาม อย่ากอดอก ผู้พูดทำท่าไหน เราก็โน้มทำตาม และตั้งใจฟังจริงๆ
5. สบายกับตัวเอง เมื่อคุณรู้สึกชอบตัวเอง ไม่รู้สึกกังวลว่ากลัวใครจะคิดไม่ดีกับเรา หรือเขาจะมองเรายังไงแล้ว เมื่อนั้นคุณจะมั่นใจในตัวเองได้ล่ะ และมันจะทำให้คุณเป็นธรรมชาติกับตัวเอง ดูจริงใจ น่าคบ และน่าไว้ใจขึ้นมาได้

ที่มา : นิตยสาร CLEO

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558

รับมืออย่างไร? เมื่อแบรนด์เกิดดราม่าในพันทิป

          เว็บไซต์ Pantip เป็นอีกหนึ่งในชุมชนออนไลน์ที่มีอิทธิพลสูงมากในโลกดิจิตอล สามารถทำให้แบรนด์มีภาพลักษณ์เป็นบวกหรือลบได้เพียงชั่วข้ามคืน และเป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่ก่อให้เกิดดราม่าได้อย่างง่ายดาย เพราะแต่ละคนมีการแสดงความคิดที่หลากหลาย
แต่สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยนั้นคือ ผู้บริโภคเลือกที่จะตำหนิแบรนด์ผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น ทั้งในเรื่องการบริการ และสินค้า พบเจอสินค้าที่มีสิ่งผิดปกติ หรือเจอพนักงานที่ให้บริการไม่ดี ก็จะเขียนลงบนเฟซบุ้คของแบรนด์นั้นๆ และลงเว็บไซต์พันทิป แต่กว่าแบรนด์จะพบกระทู้เหล่านั้น ข้อมูลก็ได้ถูกแชร์ออกไปไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง
          อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ Product Development Manager แห่งเว็บไซต์ Pantip ได้เปิดคัมภีร์ที่แบรนด์จะรับมือกับ ”วิกฤตบนกระทู้พันทิป” ได้อย่างไร โดยมี Big idea อยู่ 6 ข้อ ตามตัวอักษร “PANTIP
http://www.uptraining.co.th/index.php/knowledge-2/403-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%9B.html

P : Prompt เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
- ติดตามกระทู้อย่างใกล้ชิด เพื่อการตอบสนองอย่างรวดเร็ว
- ใช้ Social Media Monitoring Tool ในการติดตามกระทู้บนโซเชียลมีเดีย
- แสดงตัวตนในกระทู้เพื่อให้ผู้อ่านรับรู้ว่าบริษัททราบเรื่องแล้ว ตัวอย่างเช่น “สวัสดีครับ ผมเป็นฝ่ายดูแลลูกค้าของบริษัท XXX ขอรับเรื่องจากเจ้าของกระทู้ไปตรวจสอบ แล้วจะรีบแจ้งผลให้ทราบในกระทู้นี้โดยเร็วที่สุดครับ”
- การตอบสนองช้าอาจจะทำให้เรื่องบานปลาย กลายเป็นวิกฤตที่จัดการได้ยาก
A : Apologize ถึงอย่างไรก็ต้องขอโทษไว้ก่อน
- กรณีที่บริษัทไม่ผิดก็สามารถขอโทษได้ เพราะเราไม่ได้ต้องการยอมรับผิด แต่เราต้องการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าไว้
- ถ้าบริษัทผิดจริง ต้องขอโทษอย่างจริงใจ และหากเป็นไปได้ ควรระบุแนวทางแก้ไขไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นอีก
- ถ้าพนักงานของบริษัทผิด ต้องให้พนักงานคนนั้นขอโทษลูกค้าอย่างจริงใจ และหากเป็นไปได้ ควรแจ้งลูกค้าว่ามีการลงโทษต่อพนักงานคนนั้นอย่างไรบ้าง
N : Non-legal อย่าใช้กฎหมายกับลูกค้า
- ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่รู้กฎหมาย และไม่ได้อยากขึ้นโรงขึ้นศาลเป็นเรื่องฟ้องร้องแต่อย่างใด แต่ในกรณีที่แบรนด์มีการประกาศว่าจะดำเนินคดีกับผู้โพสท์กระทู้ หรือเผยแพร่ข้อความออกไปนั้น อาจส่งผลเชิงลบกับบริษัททันที เพราะผู้บริโภคจะรู้สึกเหมือนกำลังถูกข่มขู่ให้ปิดปาก และทำให้พวกเขาจะหาวิธีแก้เผ็ดบริษัทในช่องทางต่างๆ ไปเรื่อยๆ
- ผู้บริโภคที่รู้กฎหมายจะรู้ว่ากฎหมายหมิ่นประมาทมีข้อยกเว้น และยังมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอยู่ด้วย ถ้าจะสู้คดีจะมีโอกาสชนะบริษัทสูง
- กรณีที่เป็นคู่แข่ง หรือบุคคลที่คอยปลุกปั่น มีเจตนาทำลายชื่อเสียงบริษัท บริษัทสามารถสู้ได้โดยการดำเนินคดีแบบเงียบๆ ไม่จำเป็นต้องประกาศให้โลกรู้ เพราะจะเป็นการเรียกแขกโดยใช่เหตุ
T : Tone แสดงความจริงใจต่อลูกค้า
- ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า แต่ลูกค้าเป็นปิศาจ จะทำอย่างไรให้ปิศาจพอใจ และไม่แสดงฤทธิ์เดชออกมา
- ตอบกระทู้ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าที่ลูกค้ารู้สึก
- อย่าลืมว่าเราไม่ได้คุยกับลูกค้าแบบสองต่อสอง แต่กำลังคุยโดยมีไทยมุงอีกเป็นจำนวนมาก
- การเปิดเผยชื่อ-นามสกุลของเรา อาจจะเป็นทางกระทู้หรือทางข้อความหลังไมค์ จะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราจริงใจกับเขา ลูกค้าจะรู้ว่าเราคือ Contact Point สำหรับติดต่อในอนาคต
I : Influencer ผู้มีอิทธิพล (ในพันทิป) ช่วยเราได้
- ให้โฟกัสรับมือกับกระทู้ที่มีพลัง influencer เยอะๆ คือกระทู้ที่มีการโพสท์ข้อมูลแบบละเอียด คนจะสนใจเข้ามากันเยอะ คนอ่านอยากโหวตให้ติดกระทู้แนะนำ
- พยายามเป็นพันธมิตรกับ influencer ในพันทิปให้ได้ เขาจะช่วยเรารับมือกับวิกฤตในอนาคตได้
- ทำตนเองให้เป็น influencer
P : Policy เริ่มจากในองค์กรก่อน
- ควรมีการปรึกษาในองค์กรว่าใครเป็นคนมอนิเตอร์กระทู้เหล่านั้น
- ใครควรเป็นคนตอบกระทู้
- คนตอบกระทู้มีอำนาจตัดสินใจได้แค่ไหน
- ใครเป็นคนส่งต่อเรื่องไปยังแผนกต่างๆ ของบริษัท และเป็นคนคอยตามเรื่องให้ลูกค้า
- จะมีการประเมินผลความพอใจของลูกค้าอย่างไร

ที่มา : www.positioningmag.com

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

เทคนิคการสร้างทีมงานที่ดี


สิ่งใดที่ทำให้ทีมงานของคุณทำงานด้วยกันได้? และอะไรคือปัจจัยสำคัญที่สร้างทีมงานให้มีประสิทธิภาพ? ส่วนใหญ่แล้ว ทีมงานที่ดีมักประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้
- มองอนาคตร่วมกัน
ทีมงานจะมีจุดมุ่งหมายว่ากำลังจะไปทางใด และจุดมุ่งหมายนี้จะเป็นทางเดียวกันกับผู้บริหารระดับสูงขององค์กรสมาชิกเข้าใจหน้าที่ของตัวเองในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้เป้าหมายนั้นๆ บรรลุได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งเอาไว้

- มีจุดมุ่งหมายของทีมงานกับวัตถุประสงค์ที่แน่ชัดและเป้าหมายร่วมกัน
สมาชิกทุกคนในทีมงานมีบทบาทในการทำงานที่เด่นชัด และเข้าใจว่าหน้าที่ของตนอยู่ตรงไหน และหน้าที่ของคนอื่นในทีมงานอยู่ตรงไหน มีการวางเป้าหมายที่สามารถทำสำเร็จได้บ่อยครั้ง สมาชิกแต่ละคนยอมรับความแตกต่างของกันและกันได้ คุณค่าของสิ่งต่างๆ จะถูกตัดสินร่วมกันและกฎเกณฑ์ขั้นพื้นฐานจะตั้งขึ้นโดยคนส่วนใหญ่

- มีบรรยากาศแห่งความไว้ใจและให้กำลังใจกัน
มีการเคารพซึ่งกันและกันโดยไม่เสแสร้ง เข้าใจกัน และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน สมาชิกในทีมงานจะใช้เวลาในการรู้จักกันและกันและแสดงความเห็นใจกัน ซึ่งจะนำมาซึ่งความร่วมมือที่ดี

- มีการสื่อสารที่ดี
มีการสื่อสารที่ครอบคลุมและได้รับข้อมูลที่ไม่มีการปิดบัง สมาชิกมีการฟังซึ่งกันและกันเท่ากับที่ตอบคำถามให้แก่กันและกัน สามาารถที่จะบอกผลกระทบทั้งในแง่ดีและในแง่ไม่ดีให้ฟังได้โดยไม่ขัดเขิน

- มีการยอมรับในปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างสร้างสรรค์ 
สมาชิกมีการเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างกันและทำให้ปัญหาต่างๆ ดูเป็นเรื่องธรรมดา มีการจัดการเรื่องราวต่างๆ ในทันทีและทำให้ปัญหานั้นเป็นปัญหาของทั้งทีมงานมากกว่าที่จะโทษใครเพียงคนเดียว

- มีระเบียบการที่ชัดเจน
ทีมงานจะมีระเบียบการสำหรับการตัดสินใจ การมอบหมายความรับผิดชอบ และการจัดประชุมต่างๆ

- มีผู้นำที่เหมาะสม
ผู้นำจะใช้กำลังของสมาชิกทุกคนอย่างเป็นประโยชน์ที่สุด และรู้จักการใช้จิตวิทยาสำหรับทีมงาน

- มีการตรวจสอบวิจารณ์สิ่งต่างๆ 
ทีมงานมักจะประเมินทั้งหน้าที่และวิธีการทำงาน มีการทบทวนจุดมุ่งหมายและตั้งเป้าหมายใหม่เมื่อมีความจำเป็น สมาชิกมีทักษะในการแก้ไขปัญหาและเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากความผิดพลาดอย่างรวดเร็ว

- มีการมอบหมายงานให้แต่ละคนและพัฒนาคนให้เป็นมืออาชีพ 
สมาชิกทุคนจะมีการประเมินผลงานของตัวเองอยู่เป็นประจำ ผู้นำของทีมงานจะมีโอกาสในการพัฒนาสมาชิกแต่ละคน ในขณะที่สมาชิกคนอื่นๆ ก็มีสิทธิในการที่จะช่วยพัฒนาซึ่งกันและกัน หรือแม้แต่ช่วยพัฒนาคนที่เป็นผู้นำด้วย ทีมงานจะมีความสุขในการทำงาน

- มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับกลุ่มอื่นๆ
ทีมงานจะต้องมีความสัมพันธ์กับกลุ่มอื่นๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง และสามารถร่วมงานกับทีมงานอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี

อ้างอิง : miozaza.blogspot.com

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

CSR แท้? หรือ CSR เทียม?


          การประชาสัมพันธ์และประกาศตัวถึงกิจกรรมและโครงการต่างๆ ขององค์กรทางธุรกิจเพื่อสร้างสรรค์สังคม ประหนึ่งว่าสังคมจะแย่ถ้าเราไม่ช่วยกัน โครงการต่างๆ ผุดขึ้นมามากมาย พร้อมๆกับคำถามที่ตามมาตามประสาคนขี้สงสัย หรือการจ้องจับผิดของคนบางกลุ่ม เพียงเพราะรู้สึกว่ามันก็แค่การสร้างภาพให้ดูดีหรือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดแบบใหม่ จนมีข้อกล่าวหาว่าเป็น “CSRเทียม” แต่ถึงอย่างไรในสายตาของผู้เขียนก็ถือว่าดีกว่าไม่ได้ทำและเชื่อมั่นว่าเป็นบันไดขั้นแรกก่อนที่องค์กรทั่วไปจะก้าวเข้าสู่ “CSR แท้” ในที่สุด

          รู้ได้อย่างไรว่าแบบใดเป็น CSR แท้และแบบใดเป็น CSR เทียม นี่เป็นคำถามที่ผู้สื่อข่าวท่านหนึ่งถามผม ซึ่งผมก็คิดอยู่ในใจว่า “จะรู้ไปทำไม” เหมือนเราพยายามจะแยกแยะคนดียังไงไม่รู้แต่ก็เอาเถอะเมื่อถามมาก็ต้องตอบตามหลักวิชาการกลับไปวิธีการในการพิจารณาของผมจะดูที่ 2 ปัจจัยที่สำคัญคือ งบประมาณ (ค่าใช้จ่าย) ระหว่างเงินที่ใช้ไปในการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์กับเงินที่ใช้ไปในกิจกรรมหรือโครงการนั้นๆ เราจะพบว่ามีมากมายหลายกิจกรรมที่ใช้จ่ายเงินเพื่อการเป็นข่าวมากกว่าตัวเนื้องานหลายเท่าตัว จนดูเสมือนว่ากำลังใช้กิจกรรมเป็นเครื่องมือทางการตลาดมากกว่า เมื่อคิดกลับกันถ้าเอาเม็ดเงินที่ใช้ไปในการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์มาทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างเต็มที่ ผลที่ออกมาคงดีกว่านี้มากทีเดียว แบบนี้เรียกว่าเข้าข่ายทำน้อยแต่ตีปี๊บดัง ปัจจัยที่ 2 ที่ผมใช้ในการพิจารณาคือดูที่แรงขับดัน (Driving Force) ว่ามาจากไหน โดยปกติ CSR เทียมมักจะเกิดจากแรงขับดันจากภายนอกเป็นหลัก หรือที่เราเรียกว่า Outside-In คือดูว่าผู้บริโภคหรือลูกค้าอยากเห็นอะไรในตัวสินค้าและบริการขององค์กร หรือทำตัวให้เป็นในแบบที่บุคคลภายนอกอยากเห็น ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบธุรกิจ ที่จะต้องศึกษาความต้องการลูกค้าและแปลงออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ข้อสังเกตง่ายๆ ก็คือ กิจกรรมเพื่อสังคมที่เกิดขึ้นมักจะดูแลและรับผิดชอบโดยคนเพียงบางกลุ่ม ซึ่งโดยมากจะหนีไม่พ้นฝ่ายประชาสัมพันธ์หรือฝ่ายการตลาด ในขณะที่พนักงานที่เหลือไม่ได้รับรู้หรือมีส่วนร่วมด้วยแต่อย่างใดกลับกันสำหรับองค์กรที่ทำ CSR แท้แรงขับดันจะเกิดขึ้นจากภายในที่เรียกว่า Inside-Out คือเกิดจากสำนึกที่จะต้องทำอะไรบางอย่างให้สังคมดีขึ้น หรือไม่สร้างภาระให้แก่สิ่งแวดล้อมและสังคมสะท้อนให้เห็นได้ในตัวผู้นำขององค์กรนั้นๆ ผู้นำบางคนสนใจและใส่ใจในพระพุทธศาสนา กิจกรรมต่างๆ ก็จะออกมาให้การสร้างเสริมให้คนภายในองค์กรทำความดีและแผ่ขยายออกไปสู่ครอบครัวและคนภายนอก ขณะที่ผู้นำที่ชอบกิจกรรมเยาวชนก็จะออกไปในรูปแบบด้านการส่งเสริมการศึกษาดนตรีที่สำคัญผู้นำเหล่านั้นจะปลูกฝังและสร้างทัศนคติร่วมให้เกิดขึ้นกับทุกคนในองค์กร ดังนั้น เราจะเห็นรูปแบบการทำกิจกรรมเพื่อสังคมขององค์กรแบบนี้จะมีพนักงานเข้ามามีส่วนร่วมจำนวนมาก จากหลากหลายหน่วยงานในองค์กร แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ล้วนแล้วแต่สร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่สังคมและส่วนรวมเหมือนกัน จุดที่ต่างกันก็คงอยู่ที่ความยั่งยืนเท่านั้น เราอาจแบ่งการทำ CSR ได้เป็น 2รูปแบบคือ

แบบที่ 1 เกิดขึ้นโดยองค์กรตามลำพัง (Corporate-drivenCSR) 
ส่วนใหญ่ของการดำเนินการจะเป็นไปโดยความคิดและการกระทำของคนภายใน ได้แก่
- CSR in process (Inside Out) 
จะเป็นการทำ CSR ที่ฝังเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางธุรกิจ แทรกเข้าไปในทุกขั้นตอนตั้งแต่การวิจัยพัฒนา การออกแบบ การผลิตการจัดส่งจนถึงการบริการ
- CSR after process (Outside In) 
เป็นการทำ CSR เพื่อส่งเสริมการทำธุรกิจ โดยมากจะไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธุรกิจโดยตรง แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์องค์กร

แบบที่ 2 เกิดจากการมีส่วนร่วมขององค์กร และคนภายนอก (Social-driven CSR) 
การทำ CSR แบบนี้องค์กรจะดึงลูกค้า คู่ค้าหรือแม้แต่สังคมและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อาทิผ่านการซื้อสินค้าและบริการโดยที่ส่วนหนึ่งของรายได้จากการจัดจำหน่ายจะมอบให้แก่องค์กรสาธารณ-กุศลเพื่อส่งเสริมกิจกรรมของมูลนิธิหรือองค์กรการกุศลนั้นๆ หรืออาจจะเป็นการสร้างกิจกรรมเพื่อสังคมโดยเปิดโอกาสให้คนภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมจากกิจกรรมที่องค์กรจัดขึ้น ซึ่งการทำในแบบนี้จะให้ผลทางด้านการสื่อสารกับสังคมได้กว้างขวาง จนอาจขยายกลายเป็นกระแสของสังคมในที่สุด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดตอนนี้คือการนำเสนอภาพยนต์ The Convenient Truth ที่แสดงนำโดย อดีตรองประธานาธิบดีอัล กอร์ของสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยการรณรงค์เพื่อลดวิกฤตโลกร้อน ที่มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครออกมาถือถุงผ้า ขยายพื้นที่การจราจรสำหรับรถจักรยาน และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย

ผู้เขียน : จำลักษณ์ ขุนพลแก้ว จากหนังสือ Productivity World

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

ภาวะผู้นำสำคัญอย่างไร? กับการทำงานเป็นทีม

1. ช่วยกระตุ้นการทำงานของทีม
          คนทำงานที่มีภาวะผู้นำสูงกว่าคนอื่น ๆ ในทีม ควรมีหน้าที่เป็นผู้ที่ช่วยกระตุ้นทีมให้เกิดการทำงาน โดยดึงความสามารถที่ตนเองมีออกมาช่วยให้ทีมได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภาวะผู้นำจะช่วยให้เราอยู่ในตำแหน่งงานที่เหมาะสม เพราะเรารู้ขีดจำกัดและความสามารถของตัวเอง จึงสามารถทำงานได้ตรงตามหน้าที่ได้อย่างลงตัว ในขณะเดียวกัน เราก็จะช่วยให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นได้รู้ขีดความสามารถของตัวเขาด้วย หรือหากเขาขาดความรู้ในเรื่องใดก็ตาม เขาก็จะมาขอคำปรึกษาจากเราได้ เราซึ่งเป็นคนที่มีความรู้มากกว่า ก็สามารถเป็นที่ปรึกษาของทีมได้ เพราะเราอาจจะให้ความรู้ เพื่อกระตุ้นให้สมาชิกในทีมคนอื่น ๆ พัฒนาศักยภาพและความสามารถไปพร้อม ๆ กัน

2. เป็นเจ้านายตัวเอง
          ภาวะความเป็นผู้นำจะทำให้เรารู้หน้าที่ของตัวเอง รู้ว่าอะไรที่เราควรจะทำ และอะไรที่ไม่ควรทำ ในแง่ของหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อตัวเอง คนทำงานที่มีภาวะผู้นำจะรู้จักงานของตัวเองดี โดยไม่จำเป็นต้องให้ใครมาออกคำสั่ง หรือคอยเตรียมงานให้อยู่ตลอดเวลา เพราะเขาสามารทำงานนี้ได้เอง และรู้ว่าต้องทำอย่างไร ตัวเองก็จะไม่รู้สึกว่าเป็นคนด้อยค่า หรือไร้ความสามารถ อีกทั้งยังไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวถ่วงที่จะทำให้การทำงานล่าช้า การทำงานเป็นทีมก็จะดำเนินไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอนมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นการทำงานที่เป็นเจ้านายตัวเอง มีแต่ตัวเราเองเท่านั้นที่รู้ว่าเราต้องทำอะไร และคนรอบข้างที่เป็นเพื่อนร่วมงานของเราก็ได้รับอิทธิพลการทำงานแบบนี้ไปด้วย ภาวะผู้นำจึงสำคัญกับการทำงานเป็นทีมอย่างยิ่ง เพราะทำให้งานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น

3.ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน
          การทำงานเป็นทีมโดยอาศัยภาวะผู้นำ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นเจ้านายใคร ไม่ต้องสั่งการหรือออกคำสั่งใคร จึงทำให้ความสัมพันธ์ของเราที่มีต่อเพื่อนร่วมงานไม่มีลำดับชั้น ซึ่งแตกต่างจากการทำงานระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง เพราะความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ จะทำให้คนทำงานไม่สามารถแสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเจ้านายตำหนิ หากจะต้องแสดงความคิดเห็นบางอย่างออกไป การที่คนทำงานที่มีภาวะผู้นำได้ทำงานเป็นทีม จึงเป็นโอกาสที่จะได้แสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที่ หากการทำงานเป็นที่ถูกใจ ไม่เพียงแต่จะได้รับคำชื่นชมจากเจ้านายเท่านั้น แต่เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ก็จะได้เห็นความสามารถของเราอีกด้วย ความสามารถที่โดดเด่นของเรา จะทำให้เราได้รับการยอมรับนับถือจากเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ไปในคราวเดียวกันด้วย

          ภาวะผู้นำนั้นต้องมาจากการฝึกฝนตนเองเพื่อทำให้เกิดความรู้สึกว่าอยากจะทำงาน โดยไม่ต้องรอให้ใครมาบังคับ เพราะรู้อยู่แล้วว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร ความสามารถที่โดดเด่นของคนทำงานที่มีภาวะผู้นำ จะช่วยให้เพื่อนร่วมงานได้รับอิทธิพลการทำงานที่ดีตามไปด้วย ภาวะผู้นำกับการทำงาน จึงไม่ได้ดีเฉพาะกับคนที่ทำงาน แต่ยังส่งผลดีต่อการทำงานเป็นทีมด้วย เพื่อสมาชิกทุกคนทำงานได้ดี ทีมก็ทำงานได้ดีตามไปด้วย

ที่มา : Jobsdb

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

4 เหตุผล ทำไม?คนทำงานต้องสร้างทีมเวิร์ค (Teamwork)

http://www.uptraining.co.th/index.php/knowledge-2/397-4-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%9C%E0%B8%A5-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%84.html


1. เพื่อร่วมกันแก้ปัญหา
          เมื่อคนทำงานต้องประสบปัญหาในการทำงาน การขอความช่วยเหลือจากคนอื่น คือวิธีการที่ดีที่สุด เพราะคน ๆ เดียวไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ แต่สามารถขอคำปรึกษาจากคนอื่น ๆ ได้ แต่ละคนพบเจอปัญหาจากการทำงานมาไม่เหมือนกัน เราจึงจะได้คำตอบที่แตกต่างกัน แล้วนำมาปรับใช้กับการแก้ปัญหาในการทำงานได้ ประสิทธิภาพในการร่วมกันแก้ปัญหา ย่อมดีกว่าการที่เราต้องมากแก้ไขเพียงคนเดียว ข้อดีของการทำงานเป็นทีม จึงอยู่ที่บทสรุปของการแก้ปัญหานั้น มีการร่วมแสดงความคิดเห็นของทุกคนอยู่ด้วย

2. มีอำนาจในการต่อรอง
          เมื่อเราต้องต่อรองเพื่อผลประโยชน์อะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เสียงของเรามีน้ำหนักที่ไม่มากพอ หากเราต้องทำสิ่งนั้นคนเดียว แต่ถ้าเรามีทีมช่วยสนับสนุน การต่อรองนั้นจะดูมีน้ำหนักขึ้นมาทันที การต่อรองที่อ้างถึงผลประโยชน์ของทีมเป็นหลัก จะได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่เกี่ยวข้อง หากเราบอกเจ้านายว่าทีมของเรากำลังขาดแคลนส่ิงนั้นสิ่งนี้ เจ้านายก็จะพิจารณาเห็นด้วยอย่างง่ายดาย ผิดกลับการที่เราบอกว่าเราขาดสิ่งนี้ในการทำงาน เจ้านายอาจจะต้องหยุดคิดแล้วพิจารณาว่าสิ่งนั้นจำเป็นจริง ๆ กับการทำงานของเราหรือไม่ การทำงานเป็นทีมทำให้เรามีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น

3. เกิดความมั่นคงในการทำงาน
          การทำงานเป็นทีมทำให้เรานึกถึงคำกล่าวที่ว่า “รวมกันเราอยู่” หากเราทำงานร่วมกันเป็นทีมแล้ว เราจะรู้สึกได้ถึงความปลอดภัยและความมั่นคงในการทำงาน จะรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งของทีม โดยเฉพาะเมื่อเราได้ร่วมกันทำงานที่เต็มไปด้วยอุปสรรค แล้วเราได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น ร่วมฝ่าฝันอุปสรรคไปด้วยกัน เราจะยิ่งรู้สึกภูมิใจในทีมของเราเมื่อการทำงานนั้นสำเร็จผล การที่เราได้เปิดใจพูดคุยกับทีมของเรา ก็ยิ่งจะทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและมั่นคงมากยิ่งขึ้น เราจะรู้สึกว่าเราสามารถทำงานได้อย่างสบายใจมากขึ้น ไม่กลัวว่าจะเจออุปสรรคใหญ่ขนาดไหน เพราะเรามีทีมที่คอยช่วยเหลือเราอยู่ตลอดเวลา

4. เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงาน
          บางคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ ๆ จะรู้สึกหวั่นวิตกว่าจะเข้ากับเพื่อน หรือสังคมใหม่ได้ยาก หากเราได้เข้ามาทำงาน โดยเริ่มทำงานเป็นทีมแล้วนั้น ความวิตกกังวลเหล่านั้นจะหมดไป เมื่อต้องทำงานเป็นทีม เราจะได้พบเจอได้พูดคุยกับทุกคน โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าเราจะเข้ากับใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เพราะเราต้องได้คุยกับทุกคน การทำงานเป็นทีมจะทำให้เรารู้สึกผูกพันธ์กับทุกคน เกิดความอบอุ่นและไว้ใจกันมากขึ้น เราจะรู้สึกว่าการได้มาทำงาน เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรามีความสุข

          ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากที่คน ๆ หนึ่งจะมีความสามารถและประสบการณ์ในทุก ๆ เรื่อง การทำงานเป็นทีมจึงเป็นทางออกที่ช่วยให้เราสามารถจัดการงานเมื่อเจออุปสรรคได้ เพราะคนในทีมจะช่วยกันทำงาน ไม่ใช่เพียงเพื่อให้งานนั้น ๆ เสร็จสิ้นไป แต่เป็นการทำงานที่มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพด้วย

ที่มา : Jobsdb