แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กิจกรรม CSR แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กิจกรรม CSR แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559

CSR กับ CSV แตกต่างกันอย่างไร



CSR : Corporate Social Responsibility แปลความอย่างง่ายว่าความรับผิดชอบของบริษัทต่อสังคม ส่วนใหญ่นิยมแสดงผ่านการจัด "กิจกรรม" ต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจหลัก โดยเป็นการแบ่งปันผลกำไรมาใช้จัดโครงการเพื่อสังคม บางครั้งเป็นการทำตามความต้องการของผู้บริหาร หรือเมื่อมีปฏิกิริยากดดันจากภายนอก

CSV : Creating Shared Value คือ การปรับเปลี่ยน "การดำเนินธุรกิจ" ให้ตรงกับความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น คู่ค้า ลูกค้า ชุมชน หรือสิ่งแวดล้อม โดยการปรับตัวเข้าสู่การเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยการลดการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อย "รอยเท้า" ของธุรกิจในด้านต่างๆ เช่น ของเสียจากการผลิต มลพิษ คาร์บอน

เนื่องจาก CSV ไม่ใช่การแบ่งปันผลกำไร หรือการกุศลโดยตรง แต่ CSV เน้นการสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ (value chain) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่หวังดีต่อสังคม ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และสร้างกำไรให้บริษัทด้วย ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ทำ CSV ประสบความสำเร็จ


>>> Case study ตัวอย่างองค์กรที่ทำ CSV 

- Novartis ผู้ผลิตยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพระดับโลก : ทำ CSR ด้วยการแจกยาฟรีหรือลดราคาให้กับประชาชนในประเทศยากจน ทำให้คนจนเข้าถึงยาได้ แต่รายได้บริษัทกลับลดลง ด้วยการแบกรับต้นทุนเท่าเดิม ต่อมา Novartis ได้เปลี่ยนมาทำ CSV โดยการตั้งโครงการ “Arogya Parivar” (แปลว่า ครอบครัวสุขภาพดี ในภาษาฮินดี) เป็นบริการสุขภาพเพื่อคนจน โดยเริ่มต้นในอินเดีย ด้วยการปรับผลิตภัณฑ์ การบริการ ไปจนถึงกลยุทธ์ และโมเดลธุรกิจ จนสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับบริษัทควบคู่กับไปกับการสร้างประโยชน์ให้สังคมได้

- Dow Chemical บริษัทนำเข้าและจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ของภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก : ออกผลิตภัณฑ์ไล่แมลงที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ ชื่อว่า The Spinetoram มีสรรพคุณไล่แมลงได้ผลมากขึ้นในปริมาณการใช้ที่น้อยลง และส่งผลกระทบน้อยมากกับแมลงซึ่งถือเป็นหัวใจของระบบนิเวศ ไม่ส่งผลกระทบต่อสัตว์อื่นๆ และพันธุ์ไม้โดยรอบ เพราะเป็นสารที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ทำให้ยอดขายเติบโตปีละกว่า 10% ตั้งแต่เริ่มวางจำหน่าย

- GE (General Electric) บริษัทอุตสาหกรรมหนักรายใหญ่ของโลก : ปรับยุทธศาสตร์จากอุตสาหกรรมแบบเดิมมาเน้น 2 เรื่องหลัก คือ Ecomagination - เน้นการลงทุนในพลังงานสะอาดและสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีคุณค่า เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ Healthymagination - เพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนเข้าถึงการสาธารณสุขได้มากขึ้นด้วยเทคโลยี เริ่มโดยออกแบบเครื่องตรวจ x-ray , MRI ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังเริ่มดำเนินการปรับปรุงการจัดการในโรงงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และใช้พลังงานหมุนเวียน ทำให้ลดการปล่อยคาร์บอนลงได้มากกว่า 41% และลดการใช้น้ำลงกว่า 20% อีกด้วย

- Campbell’s soup บริษัทผลิตอาหารระดับโลก : ให้ความสำคัญกับทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับภาครัฐในการตั้งเป้าลดระดับเกลือในอาหาร ด้วยการผลิตซุปโซเดียมต่ำออกมาขายพร้อมเปิดเผยข้อมูลโภชนาการอย่างละเอียด โดยปัจจุบันรายได้ของซุปโซเดียมต่ำคิดเป็น 30% ของรายได้รวมบริษัทเลยทีเดียว

- Cisco บริษัทผู้นำด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และระบบเครือข่ายสำหรับอินเตอร์เน็ต : ร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น โดยการก่อตั้ง cisco networking academy โครงการศึกษาทางไกลสำหรับนักเรียนในพื้นที่ต่างๆ กว่า 170 ประเทศทั่วโลก หลักสูตรนี้ได้รวมกับหลักสูตรอบรมพัฒนาทักษะพนักงานของ cisco ทำให้นักเรียนที่จบหลักสูตรดังกล่าว มีโอกาสเข้าทำงานกับ Cisso ด้วย ซึ่งโมเดลนี้นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในบริษัทแล้ว ยังเป็นการพัฒนาการศึกษาระดับท้องถิ่น เกือบ 10 ปีที่เริ่มโครงการนี้มาจนถึงปัจจุบัน มีนักเรียนที่เคยเข้าร่วมโครงการนี้มาแล้วกว่า 5.5 ล้านคนทั่วโลก

ขอบคุณข้อมูล : ป่าสาละ schoolofchangemakers.com
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ซีเอสอาร์คืออะไร (CSR is ???)

        ซีเอสอาร์ เป็นคำย่อจากภาษาอังกฤษว่า Corporate Social Responsibility (CSR) หรือ บรรษัทบริบาล หมายถึง การดำเนินกิจกรรมภายในและภายนอกองค์กร ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมทั้งในองค์กรและในระดับใกล้และไกล ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรหรือทรัพยากรจากภายนอกองค์กร ในอันที่จะทำให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข

          หากพิจารณาแยกเป็นรายคำศัพท์ คำว่า Corporate มุ่งหมายถึงกิจการที่ดำเนินไปเพื่อแสวงหาผลกำไร (หมายรวมถึงองค์กรประเภทอื่นได้ด้วย) ส่วนคำว่า Social ในที่นี้ มุ่งหมายถึงกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กันหรือมีวิถีร่วมกันทั้งโดยธรรมชาติ หรือโดยเจตนา รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รายรอบประกอบ และคำว่า Responsibility มุ่งหมายถึงการยอมรับทั้งผลที่ไม่ดีและผลที่ดีในกิจการที่ได้ทำลงไปหรือที่ อยู่ในความดูแลของกิจการนั้นๆ ตลอดจนการรับภาระหรือเป็นธุระดำเนินการป้องกันและปรับปรุงแก้ไขผลที่ไม่ดี รวมถึงการสร้างสรรค์และบำรุงรักษาผลที่ดีซึ่งส่งกระทบไปยังผู้มีส่วนได้เสีย กลุ่มต่างๆ

          คำว่า กิจกรรม (activities) ในความหมายข้างต้น หมายรวมถึง การคิด การพูด และการกระทำ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ การวางแผน การตัดสินใจ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการ และการดำเนินงานขององค์กร

          สังคมในความหมายของความ รับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ จะพิจารณาตั้งแต่ผู้มีส่วนได้เสียในองค์กร ได้แก่ ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียนอกองค์กร ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ ได้แก่ สังคมใกล้ และสังคมไกล

          สังคมใกล้ คือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับองค์กรโดยตรง ได้แก่ ลูกค้า คู่ค้า ครอบครัวของพนักงาน ชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ ซึ่งรวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

          สังคมไกล คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยอ้อม ได้แก่ คู่แข่งขันทางธุรกิจ ประชาชนทั่วไป ระบบนิเวศโดยรวม เป็นต้น

          ในระดับของผู้ถือหุ้นหรือผู้ลงทุน ตัวอย่างความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ได้แก่ การเคารพสิทธิของผู้ถือหุ้น การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน การให้ข้อมูลแก่ผู้ถือหุ้นหรือผู้ลงทุนอย่างเพียงพอต่อการตัดสินใจลงทุน หรือที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของกิจการ การไม่นำข้อมูลภายในไปเปิดเผยกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารหรือกรรมการ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ถือหุ้นโดยรวม เป็นต้น

          ในระดับของผู้บริหารหรือกรรมการบริษัท ตัวอย่างความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ได้แก่ การส่งเสริมให้มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีระบบการบริหารจัดการและการกำหนดค่าตอบแทนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีการจัดทำและเปิดเผยข้อมูลรายงานทางการเงินและข้อมูลที่มิใช่ข้อมูลทางการ เงินอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา รวมถึงการอุทิศเวลาและความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นต้น

          ในระดับของพนักงาน ตัวอย่างความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ได้แก่ การจ่ายค่าจ้างและผลตอบแทนที่เป็นธรรมและตรงต่อเวลา การจัดสวัสดิการแก่ลูกจ้างตามที่กฎหมายกำหนด การดูแลสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน การพัฒนาบุคลากรและการฝึกอบรมในสถานที่ปฏิบัติงาน เป็นต้น

          ในระดับของลูกค้าและผู้บริโภค ตัวอย่างความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ได้แก่ ความรับผิดชอบในผลิตภัณฑ์ต่อผู้บริโภค การให้บริการลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา การให้ข้อมูลขององค์กรและตัวผลิตภัณฑ์อย่างเพียงพอและอย่างถูกต้องเที่ยงตรง การปกป้องสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค การยุติข้อโต้แย้งและข้อร้องเรียนของผู้บริโภค เป็นต้น

          ในระดับของคู่ค้า ตัวอย่างความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ได้แก่ การยึดถือข้อปฏิบัติทางสัญญาที่เป็นธรรม การดำเนินงานในทางต่อต้านการทุจริต รวมทั้งการกรรโชก และการรับหรือให้สินบนในทุกรูปแบบ การเคารพต่อสิทธิในทรัพย์สินหรือกรรมสิทธิ์ของคู่ค้า การไม่เอารัดเอาเปรียบต่อคู่ค้า การส่งเสริมให้คู่ค้าดำเนินความรับผิดชอบด้านสังคมร่วมกับองค์กร เป็นต้น

          ในระดับของชุมชนและสภาพแวดล้อม ตัวอย่างความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ได้แก่ การสงเคราะห์เกื้อกูลชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ การส่งเสริมแรงงานท้องถิ่นให้มีโอกาสในตำแหน่งงานต่างๆ ในองค์กร การสนับสนุนแนวทางการระแวดระวังในการดำเนินงานที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวด ล้อม การเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ และการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข เป็นต้น

          ในระดับของประชาสังคม ตัวอย่างความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ได้แก่ การสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มหรือเครือข่ายอื่นๆ ในการพัฒนาสังคม การตรวจตราดูแลมิให้กิจการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดสิทธิ มนุษยชน การรับฟังข้อมูลหรือทำประชาพิจารณ์ต่อการดำเนินกิจการที่ส่งผลกระทบต่อสังคม โดยรวม และการทำหน้าที่ในการเสียภาษีอากรให้รัฐอย่างตรงไปตรงมา เป็นต้น

          ในระดับของคู่แข่งขันทางธุรกิจ ตัวอย่างความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ได้แก่ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การดูแลกิจการมิให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งขันด้วยวิธีการทุ่มตลาด การกลั่นแกล้งหรือใช้อิทธิพลในการกีดกันเพื่อมิให้เกิดการแข่งขัน เป็นต้น

ที่มา : thaicsr.blogspot.com
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

5 ทิศทางการทำ CSR ที่น่าจับตามอง



1. Materiality Matters หมายถึงธุรกิจจะเพิ่มน้ำหนักความสำคัญมาที่ “สาระ” ของการดำเนินงาน และการรายงาน CSR มากขึ้น ตามกรอบการรายงานสากล และประกาศเรื่องการเปิดเผยข้อมูล CSR ของสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งเน้นการให้ความสำคัญที่สาระของการดำเนินงาน อยู่เหนือการตรวจสอบรูปแบบของรายการที่ดำเนินงาน และให้น้ำหนักกับความสามารถในการเลือกเรื่องที่สำคัญเพื่อดำเนินการ มากกว่าความสามารถในการแจกแจงเรื่องทั้งหมดที่ได้ดำเนินการ ในปีนี้ องค์กรธุรกิจจะให้ความสำคัญกับการริเริ่มพัฒนาขีดความสามารถในการเลือกเรื่องที่จะดำเนินการ โดยเน้นที่สารัตถภาพ (Materiality) ของประเด็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อรับกับแนวโน้มที่เกิดขึ้น

2. De-Organization Imperative หมายถึงเส้นแบ่งของ CSR ระหว่างองค์กรกับองค์กรข้างเคียงในห่วงโซ่ธุรกิจจะเลือนรางลง ประเด็นการดำเนินงาน CSR จากนี้ไปจะไม่ขึ้นอยู่กับสมรรถนะขององค์กรเพียงลำพัง แต่ยังยึดโยงกับสมรรถนะของคู่ค้าและครอบคลุมไปถึงผู้มีส่วนได้เสียอื่นในห่วงโซ่ธุรกิจ เส้นแบ่งของ CSR ระหว่างองค์กรกับองค์กรข้างเคียงในห่วงโซ่ธุรกิจจะเลือนรางลง หรือทำให้เกิดการลดทอนตัวตนหรือสภาพขององค์กรลง (De-Organization) เนื่องจากองค์กรไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วยการผลักภาระให้พ้นจากเขตความรับผิดชอบของตนได้ จึงคาดว่ากิจการขนาดใหญ่หลายแห่งในปีนี้จะลุกขึ้นเป็นผู้นำการขับเคลื่อน CSR ร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่ธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3. Strategy-Based CSR หมายความว่า แผนงาน CSR จะถูกยกระดับสู่การพัฒนาเชิงกลยุทธ์ ที่เชื่อมร้อยกับยุทธศาสตร์องค์กร วิธีการจะผนวก CSR เข้าในทุกส่วนการดำเนินงานขององค์กรได้อย่างบูรณาการ เป็นการวางแนวทางการขับเคลื่อน CSR ไว้ในระดับกลยุทธ์องค์กร มิใช่เพียงการดำเนินงานตามแผนงาน CSR ที่เป็นรายโครงการ หรือรายกิจกรรม ในปีนี้ กระบวนทัศน์ของกิจการที่เน้นการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ (CSR-in-process) จะให้ความสำคัญกับการพัฒนา CSR ในเชิงกลยุทธ์ (Strategy-Based) ที่เชื่อมร้อยเข้ากับยุทธศาสตร์องค์กร โดยมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่สนองตอบต่อเป้าประสงค์ในระดับองค์กร มากกว่าการตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ในระดับแผนงานที่เป็นรายโครงการ หรือรายกิจกรรม

4. Creating Shared Value (CSV) เป็นแนวคิดการสร้างคุณค่าร่วม จะถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในธุรกิจเพื่อตอบโจทย์สังคมที่เพิ่มขึ้น ถือว่าเป็นการนำวิธีการทางธุรกิจมาใช้ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาสังคม โดยคำนึงถึงการนำทรัพยากรและความเชี่ยวชาญหลักของกิจการมาสร้างให้เกิดเป็นคุณค่าเชิงเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน ในปีนี้ คาดว่าจะมีธุรกิจที่นำแนวคิด CSV มาใช้เพิ่มขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และการตอบสนองต่อประเด็นปัญหาหรือความจำเป็นทางสังคม ที่สร้างให้เกิดโอกาสทางธุรกิจด้วยการนำทรัพยากรและความเชี่ยวชาญหลักขององค์กรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยมีผลตอบแทนทางธุรกิจเป็นสิ่งจูงใจ

5. Green Procurement Policy การจัดทำนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของธุรกิจ เพื่อแสดงถึง CSR ในประเด็นสิ่งแวดล้อม ถือเป็นกระบวนการสำคัญของธุรกิจ ที่สามารถใช้แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการผลักดันให้คู่ค้าในห่วงโซ่ธุรกิจหันมาใส่ใจผลิตสินค้าและบริการที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพ ในปีนี้ ภาคธุรกิจ จะมีความเคลื่อนไหวในการจัดทำนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวเพิ่มมากขึ้น โดยการพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าโดยใช้หลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมจากเดิม รวมถึงการใช้ทะเบียนผู้ค้า (Approved Vendor List) เป็นเครื่องมือในการผลักดันเพิ่มยอดการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวขององค์กร

อ้างอิง : ASTVผู้จัดการออนไลน์
www.uptraining.co.th

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

CSR แท้? หรือ CSR เทียม?


          การประชาสัมพันธ์และประกาศตัวถึงกิจกรรมและโครงการต่างๆ ขององค์กรทางธุรกิจเพื่อสร้างสรรค์สังคม ประหนึ่งว่าสังคมจะแย่ถ้าเราไม่ช่วยกัน โครงการต่างๆ ผุดขึ้นมามากมาย พร้อมๆกับคำถามที่ตามมาตามประสาคนขี้สงสัย หรือการจ้องจับผิดของคนบางกลุ่ม เพียงเพราะรู้สึกว่ามันก็แค่การสร้างภาพให้ดูดีหรือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดแบบใหม่ จนมีข้อกล่าวหาว่าเป็น “CSRเทียม” แต่ถึงอย่างไรในสายตาของผู้เขียนก็ถือว่าดีกว่าไม่ได้ทำและเชื่อมั่นว่าเป็นบันไดขั้นแรกก่อนที่องค์กรทั่วไปจะก้าวเข้าสู่ “CSR แท้” ในที่สุด

          รู้ได้อย่างไรว่าแบบใดเป็น CSR แท้และแบบใดเป็น CSR เทียม นี่เป็นคำถามที่ผู้สื่อข่าวท่านหนึ่งถามผม ซึ่งผมก็คิดอยู่ในใจว่า “จะรู้ไปทำไม” เหมือนเราพยายามจะแยกแยะคนดียังไงไม่รู้แต่ก็เอาเถอะเมื่อถามมาก็ต้องตอบตามหลักวิชาการกลับไปวิธีการในการพิจารณาของผมจะดูที่ 2 ปัจจัยที่สำคัญคือ งบประมาณ (ค่าใช้จ่าย) ระหว่างเงินที่ใช้ไปในการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์กับเงินที่ใช้ไปในกิจกรรมหรือโครงการนั้นๆ เราจะพบว่ามีมากมายหลายกิจกรรมที่ใช้จ่ายเงินเพื่อการเป็นข่าวมากกว่าตัวเนื้องานหลายเท่าตัว จนดูเสมือนว่ากำลังใช้กิจกรรมเป็นเครื่องมือทางการตลาดมากกว่า เมื่อคิดกลับกันถ้าเอาเม็ดเงินที่ใช้ไปในการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์มาทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างเต็มที่ ผลที่ออกมาคงดีกว่านี้มากทีเดียว แบบนี้เรียกว่าเข้าข่ายทำน้อยแต่ตีปี๊บดัง ปัจจัยที่ 2 ที่ผมใช้ในการพิจารณาคือดูที่แรงขับดัน (Driving Force) ว่ามาจากไหน โดยปกติ CSR เทียมมักจะเกิดจากแรงขับดันจากภายนอกเป็นหลัก หรือที่เราเรียกว่า Outside-In คือดูว่าผู้บริโภคหรือลูกค้าอยากเห็นอะไรในตัวสินค้าและบริการขององค์กร หรือทำตัวให้เป็นในแบบที่บุคคลภายนอกอยากเห็น ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบธุรกิจ ที่จะต้องศึกษาความต้องการลูกค้าและแปลงออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ข้อสังเกตง่ายๆ ก็คือ กิจกรรมเพื่อสังคมที่เกิดขึ้นมักจะดูแลและรับผิดชอบโดยคนเพียงบางกลุ่ม ซึ่งโดยมากจะหนีไม่พ้นฝ่ายประชาสัมพันธ์หรือฝ่ายการตลาด ในขณะที่พนักงานที่เหลือไม่ได้รับรู้หรือมีส่วนร่วมด้วยแต่อย่างใดกลับกันสำหรับองค์กรที่ทำ CSR แท้แรงขับดันจะเกิดขึ้นจากภายในที่เรียกว่า Inside-Out คือเกิดจากสำนึกที่จะต้องทำอะไรบางอย่างให้สังคมดีขึ้น หรือไม่สร้างภาระให้แก่สิ่งแวดล้อมและสังคมสะท้อนให้เห็นได้ในตัวผู้นำขององค์กรนั้นๆ ผู้นำบางคนสนใจและใส่ใจในพระพุทธศาสนา กิจกรรมต่างๆ ก็จะออกมาให้การสร้างเสริมให้คนภายในองค์กรทำความดีและแผ่ขยายออกไปสู่ครอบครัวและคนภายนอก ขณะที่ผู้นำที่ชอบกิจกรรมเยาวชนก็จะออกไปในรูปแบบด้านการส่งเสริมการศึกษาดนตรีที่สำคัญผู้นำเหล่านั้นจะปลูกฝังและสร้างทัศนคติร่วมให้เกิดขึ้นกับทุกคนในองค์กร ดังนั้น เราจะเห็นรูปแบบการทำกิจกรรมเพื่อสังคมขององค์กรแบบนี้จะมีพนักงานเข้ามามีส่วนร่วมจำนวนมาก จากหลากหลายหน่วยงานในองค์กร แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ล้วนแล้วแต่สร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่สังคมและส่วนรวมเหมือนกัน จุดที่ต่างกันก็คงอยู่ที่ความยั่งยืนเท่านั้น เราอาจแบ่งการทำ CSR ได้เป็น 2รูปแบบคือ

แบบที่ 1 เกิดขึ้นโดยองค์กรตามลำพัง (Corporate-drivenCSR) 
ส่วนใหญ่ของการดำเนินการจะเป็นไปโดยความคิดและการกระทำของคนภายใน ได้แก่
- CSR in process (Inside Out) 
จะเป็นการทำ CSR ที่ฝังเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางธุรกิจ แทรกเข้าไปในทุกขั้นตอนตั้งแต่การวิจัยพัฒนา การออกแบบ การผลิตการจัดส่งจนถึงการบริการ
- CSR after process (Outside In) 
เป็นการทำ CSR เพื่อส่งเสริมการทำธุรกิจ โดยมากจะไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธุรกิจโดยตรง แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์องค์กร

แบบที่ 2 เกิดจากการมีส่วนร่วมขององค์กร และคนภายนอก (Social-driven CSR) 
การทำ CSR แบบนี้องค์กรจะดึงลูกค้า คู่ค้าหรือแม้แต่สังคมและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อาทิผ่านการซื้อสินค้าและบริการโดยที่ส่วนหนึ่งของรายได้จากการจัดจำหน่ายจะมอบให้แก่องค์กรสาธารณ-กุศลเพื่อส่งเสริมกิจกรรมของมูลนิธิหรือองค์กรการกุศลนั้นๆ หรืออาจจะเป็นการสร้างกิจกรรมเพื่อสังคมโดยเปิดโอกาสให้คนภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมจากกิจกรรมที่องค์กรจัดขึ้น ซึ่งการทำในแบบนี้จะให้ผลทางด้านการสื่อสารกับสังคมได้กว้างขวาง จนอาจขยายกลายเป็นกระแสของสังคมในที่สุด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดตอนนี้คือการนำเสนอภาพยนต์ The Convenient Truth ที่แสดงนำโดย อดีตรองประธานาธิบดีอัล กอร์ของสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยการรณรงค์เพื่อลดวิกฤตโลกร้อน ที่มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครออกมาถือถุงผ้า ขยายพื้นที่การจราจรสำหรับรถจักรยาน และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย

ผู้เขียน : จำลักษณ์ ขุนพลแก้ว จากหนังสือ Productivity World