วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

9 ไอเดียสร้างทีมงานก่อนลงทุน >>ไม่มีทีม อย่าริมีกิจการ!



มีทีมดีมีชัยไปกว่าครึ่งแล้วสำหรับคนเริ่มต้นลงมือทำธุรกิจ มิฉะนั้นเราอาจตายคาสมรภูมิธุรกิจที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด หากเราหัวเดียวกระเทียบลีบทำทุกอย่างในกิจการด้วยเองล่ะก็ กิจการของเราก็นับวันรอเจ๊งได้เลย

ไม่มีใครเขาทำธุรกิจคนเดียวหรอก เพราะทุกกิจการจะต้องมีระบบของมัน แต่ละคนต้องสอดประงานงานกันอย่างเป็นระบบ กิจการถึงจะเดินหน้า แต่เราอาจจะคิดว่าถ้าจะต้องสร้างทีม ก็ต้องหาคนเข้าทีม และรักษาทีมไว้ให้อยู่คู่กับกิจการแค่นั้นเอง

ความจริงก็คือ การสร้างทีมก็คือทั้งสองอย่างรวมกัน เมื่อไหร่เรารวมสมาชิกในทีมด้วยแคมเปญการคัดเลือกที่มีประสิทธิภาพได้ เราต้องหลอมรวมแต่ละคนในทีมให้เข้ากันจนได้กำลังเพื่อให้กิจการเติบโต ถ้าเราเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กล่ะ เราไม่จำเป็นต้องแบ่งงบเพื่อคัดสมาชิกเข้าทีมก็ได้ แต่การสร้างทีมก็ยังจำเป็นสำหรับธุรกิจอยู่ดี
และนี่คือเทคนิคเลือกคนเข้าทีม และรักษาทีมไว้ให้อยู่คู่กับกิจการ

เลือกคนที่ใช่เข้าทีม
อย่างแรกต้องมั่นใจว่าเราจะได้คนที่มีพรสวรรค์ที่ใช่สำหรับทีม แต่บางครั้งการโฆษณาประกาศหางานบนเว็บไซต์หรือบอร์ดรับสมัครงานก็เป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์ เสียทั้งเงินและเวลา ฉะนั้นเรามาดูทางเลือกอื่นๆในการหาคนเข้าร่วมทีมกับเรากัน

1. ปากต่อปากยังได้ผลอยู่: จะใช้วิธีนี้ ต้องมั่นใจว่าเครื่องข่ายธุรกิจในพื้นที่ของเรารู้ดีว่าเรากำลังมอองหาพนักงานใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องสาธยายลักษณะและความรับผิดชอบของงานยาวเท่า A4 แค่ให้เครือข่ายของเรารู้คร่าวๆว่าคนแบบไหนที่เราต้องการอยู่

2. ใช้สื่อสังคมออนไลน์ให้เป็นประโยชน์: คล้ายๆกับการบอกปากต่อปาก แต่ทรงพลังมากกว่า โดยเฉพาะถ้าเรายอมเจียดเงินในกระเป๋าระบุเป้าหมายในพื้นที่ของเรา Linkedin ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน ถ้าเราระบุเป้าหมาย และเจาะจงความต้องการของเราได้ดี เราจะประหยัดเงินในการหาคนเข้าทีมได้มาก

3. ออกไปงานพบปะผู้คนดูบ้าง: เพราะงานนี้ไม่ได้มีดีแค่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างเดียว แต่เราอาจเจอบางคนที่ต้องการหานายจ้างแบบเราอยู่ก็ได้ลองเปิดใจแล้วก็จะได้คนที่เป็นไพ่ตายสำหรับทีม


รักษาทีมไว้ให้อยู่คู่กับกิจการ
เพราะการสร้างทีมมักจะเกี่ยวกับการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานในองค์กร ฉะนั้นเราต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ คิดหาทางให้พวกเขาใช้เวลาร่วมกันกัยคนอื่นให้ได้ เพราะสุดท้าย ผลลัพธ์ที่ได้คือกำลังงานคุณภาพที่ทุกคนพร้อมทุ่มเท
และนี่คือหนทางสำหรับสร้างทีมและให้ทีมอยู่กับองค์กรของเราที่ได้ผลมาแล้ว ไม่ว่ากิจการของคุณจะมีเงินมากแค่ไหนก็ตาม

1. มีงานเข้าสังคมอยู่เป็นประจำ: จะเดือนละครั้ง หรืออาทิตย์ละครั้งก็ได้ ไม่ว่าจะไปกินข้างด้วยกัน ไปทริปท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆ ก็เป็นทางที่ทำให้เพื่อนร่วมงานได้พูดคุย มีปฏิสัมพันธ์กันนอกที่ทำงานบ้าง

2. งานอาสมัครหรือมูลนิธิก็ไม่เลว: ทำให้เพื่อนร่วมทีมรู้สึกมีส่วนร่วมและเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และที่สำคัญ ต้องมั่นใจว่าทุกคนเล่นกับเป็นทีมเป็น ช่วยสร้างสปิริตในการทำงานในองค์กรด้วย

3. มาทานอาหารเช้าด้วยกัน: หรือจะเป็นมื้อไหนก็ได้ อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งก็ยังดี เพราะนั่นจะทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมและมีคุณค่าสำหรับทีม

4. เลือกวันแล้วสร้างธีมสำหรับกิจการของคุณไปเลย: ไม่ว่าเนื่องในวันอะไรก็ตาม ให้พนักงานแต่งตัวตามธีมของงานในวันนั้นมาทำงาน ให้พวกเขาได้รู้สึกว่าพวกเขาได้ลงแรงในงานร่วมกัน ระวังอย่าปล่อยให้คนที่ไม่ค่อยถนัดในงานรู้สึกโดดเดี่ยวด้วย

5. กิจกรรมตอบคำถามก็เข้าท่า: ไม่ว่าจะปาร์ตี้ที่ผับหลังเลิกงานวันศุกร์ หรืองานที่จัดเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่านี้ ให้พนักงานรวมทีม แล้วช่วยกันคิดคำตอบในกิจกรรมตอบคำถาม

6. จัดปาร์ตี้ มีเกม มีการแข่งขันกัน : ซึ่งเป็นอีเวนที่พบเห็นในบางองค์กร ถ้าคุณมีเครือข่ายที่พอจัดกิจกรรมแข่งขันสนุกๆก็แจ๋วไปเลย แต่ระวังอย่าเปิดโอกาสให้คนที่เล่นเกมเก่งๆในงานมาโชว์เหนือเพื่อนร่วมงานลาะ แบบนั้นไม่ดีแน่ๆ
เท่านี้ไม่ว่าคุณจะมีงบมากน้อยแค่ไหน คุณก็สามารถรักษาทีมให้อยู่กับกิจการได้แล้ว

แหล่งที่มา : marketingoops.com
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

แบ่งงานได้ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง >>แนวทางการแบ่งงานสำหรับการทำงานเป็นทีม


 ในเกมฟุตบอล เราจะเห็นผู้จัดการทีมข้างสนาม นั่งไม่ติดเก้าอี้ ผู้จัดการทีมคนนี้ค่าตัวสูงไม่แพ้นักเตะเลย สงสัยกันมั้ยว่าหน้าที่ของผู้จัดการทีมคืออะไรกัน? ผู้จัดการทีมมีหน้าที่วางแผน วางตัวนักเตะในตำแหน่งที่เหมาะกับความสามารถ วางแผนการเล่นทั้งเกมรุก-เกมรับเพื่อพาทีมคว้าชัยชนะ การบริหารทีมของการทำโปรเจตก์เพื่อสังคมหรือกิจการเพื่อสังคมนั้นไม่ต่างกันเลย เพียงเปลี่ยนจากไล่ล่าถ้วยรางวัลเป็นสร้างผลกระทบเชิงบวกและสร้างกำไรเพื่อความยั่งยืนแทน
วันนี้เราจะชวนทุกคนสวมบทบาทเป็นผู้จัดการทีม ลองใช้ 5 เครื่องมือต่อไปนี้ ในการทบทวนการทำงาน และ ลองวางแผนบริหารทีมตามสไตล์ของตัวเองดู
1. Style วิธีการทำงาน
2. Structureโครงสร้างทีม
3. Role& Responsible หน้าที่ของคนในทีม
4. Work flow แผนงาน
5. Measuring วัดผล

1.Style วิธีการทำงาน
แต่ละทีมมีสไตล์การทำงานของทีมไม่เหมือนกัน บางทีมไม่มีลำดับขั้น ไม่มีหัวหน้า ทุกคนในทีมเท่ากันหมด บางทีมอาจมีสายการบังคับบัญชาการบ้างเพื่อดูแลกันได้ทั่วถึง บางทีมมีตำแหน่งเฉพาะแต่ต้องทำงานข้ามสายงาน ซึ่งเราแบ่งสไตล์การทำงานของแต่ละทีมคร่าวๆเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1.ดาวกระจาย คนหนึ่งคนทำหลายหน้าที่ ไม่มีหน้าที่แน่นอนเป็นการทำงานแบบ project base จบโปรเจกต์นี้แล้วเริ่มโปรเจกต์ใหม่ วิธีนี้เหมาะกับทีมตั้งต้นใหม่ยังมีคนไม่พอ คนหนึ่งคนต้องทำแทบทุกอย่าง และพร้อมจะปรับเปลี่ยนงานตลอดเวลา
2.ดาวล้อมเดือน ทีมเริ่มมีสมาชิก 5 คนขึ้นไป แต่ละคนมีหน้าที่หลักของตัวเอง ดูแลการผลิต การตลาด กฎหมายและบัญชี แต่เนื่องจากคนยังไม่พอ เวลามีโปรเจตก์สำคัญ สมาชิกหรือดาวต่างๆก็ต้องมาล้อมเดือน คือช่วยกันลงแรงทำโปรเจกต์ให้สำเร็จ เช่น ฝ่ายการตลาดจะออกแคมเปญ ฝ่ายบัญชี ฝ่ายกฎหมาย หรือฝ่ายการผลิตก็ต้องมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ
3.ดาวฤกษ์ เป็นการทำงานดูแลงานจากบน-ลงล่าง เหมาะกับองค์กรเริ่มมีคนเยอะขึ้น CEO เริ่มดูแลทุกคนไม่ทั่วถึง เลยแบ่งให้หัวหน้าหลักคอยดูแลคนในทีมของตัวเองในแต่ละด้าน และมี CEO ค่อยดูแลหัวหน้าของแต่ละทีมอีกขั้นหนึ่ง

2.โครงสร้างของทีม
คล้ายๆกับ Family Tree ที่บอกว่ามีใครบ้าง แต่ละคนมีสถานะอะไรในครอบครัว การเขียนโครงสร้างของทีมเริ่มจาก 3 คำถาม
What : Goal เป้าหมายของทีมคืออะไร? และ Tactics ต้องทำอะไรบ้างถึงไปถึงเป้าหมายได้สำเร็จ?
Who : Resource ในทีมมีใครแล้วบ้าง? แต่ละคนทำงานได้กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์?
How : Task จุดแข็งของแต่ละคนในทีมมีอะไรบ้าง? ใครควรทำงานตำแหน่งอะไร? มีตำแหน่งอะไรที่ยังไม่มีคนทำได้บ้าง?

3. Role& Responsible หน้าที่ของคนในทีม
ถึงเวลาจัดทีม เริ่มจากเขียนชื่อทุกคนในทีม ระบุตำแหน่ง และหน้าที่เพื่อความชัดเจน คนหนึ่งคนทำมากกว่า 1 หน้าที่ได้นะคะ และเพื่อให้ไม่สับสนแนะนำให้เขียน job describtion ของแต่ละคนให้ชัดที่สุด อาจแบ่งหน้าที่การทำงานเป็นข้อย่อยๆ ใครไม่รู้จะแบ่งตำแหน่งและหน้าที่คนในทีมอย่างไร?

4. Work flow แผนงาน
วางแผนงาน หลังจากกระจายงานให้แต่ละคนเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนมาเป็นการวางแผนงานว่าแต่ละคนจะทำงานร่วมกันอย่างไร? นึกถึงทีมฟุตบอล จะมีการวางแผนการเล่น เช่น ผู้รักษาประตูต้องคอยรับบอล รับบอลแล้วส่งให้กองหลัง กองหลังคอยรับบอลจากผู้รักษาประตู ขัดขวางกองหน้าฝ่ายตรงข้าม และส่งบอลให้กองหน้าฝ่ายตัวเอง เป็นต้น แผนงานคือการบอกว่าแต่ละคนจะรับ-ส่งงานกันยังไง? ใครต้องทำงานร่วมกับใครบ้าง? วิธีการทำ workflow มี 3 ขั้นตอน
1. เขียนหน้างานที่ทำลงในกรอบสี่เหลี่ยมเรียงลำดับงานที่ทำก่อนอยู่ด้านซ้าย งานที่ทำขั้นสุดท้ายอยู่ด้านขวามือ
2. เขียนชื่อคน-ตำแหน่ง ของคนที่ต้องรับผิดชอบหน้าที่นั้นลงด้านใต้ของกรอบสี่เหลี่ยม
3. โยงลูกศรคนที่ต้องส่งต่องานของตัวเองไปให้คนอื่นทำต่อ

5.Measuring วัดผล
ขั้นสุดท้ายของการบริหารทีม เป็นการวัดผลการและเก็บ Feed back ของคนในทีม ทีมต้องนั่งคุยกันเพื่อเลือกวิธีการวัดผล ถ้าไม่รู้จะเริ่มจากจุดไหน ลองตอบคำถามต่อไปนี้เพื่อเป็นตัวช่วยเบื้องต้น
- วัดผลด้วยวิธีไหน ใช้อะไรเป็น KPI (Key Performance Index) ?
- ระยะเวลา ความถี่ของการวัดผล?
- ให้รางวัลคนที่ทำงานได้เกินเป้าหมายอย่างไร?
- วิธี Feedback การทำงานของแต่ละคนด้วยวิธีไหน?
ขอแอบกระซิบสักนิดว่าการบริหารทีมไม่มีสูตรตายตัวนะคะ อาศัยการสังเกต ลองเลือกวิธีที่เหมาะกับเราและลูกทีม เรียนรู้สึกกันและกัน สื่อสารอย่าได้ขาด เพื่อให้ เราและทีมรู้จักกันมากขึ้น ปรับวิธีการเรื่อยๆจนกว่าจะเจอวิธีที่เหมาะ ทุกคนทำงานแล้วมีความสุข ได้ทั้งประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ไปพร้อมกัน

UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก 

ขอบคุณที่มาจาก :
- schoolofchangemakers.com
kimnilsson.com/reports-white-papers/organise-internally-social-media/

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560

เทคนิคทำงานให้บรรลุเป้าหมาย จัดการชีวิตให้ง่ายขึ้นด้วย Post-it


เคยมีความรู้สึกว่าชีวิตยุ่งสุดๆ จนอยากจะกด Shut Down ให้ชีวิตได้พักกันมั้ยคะ? ช่วงใกล้สอบ ช่วงใกล้ Deadline ช่วงใกล้ปิดงบโครงการ
อย่าพึ่งถอดใจกันนะคะ วันนี้เราแอบเจอไอเดียจัดระเบียบชีวิตด้วยกระดาษ Post it จาก Blog ต่างประเทศ ใครจะคิดว่าของใกล้ตัวอย่างกระดาษ Post it ไม่กี่แผ่นจะช่วยลดความอลหม่านในชีวิตเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ เทคนิคมีดังนี้ค่ะ

1. Post it 6 แผ่น ปรับเป้าหมายให้ชัดขึ้น
การสะสางชีวิตว้าวุ่น งานล้นมือ เริ่มจากตั้งเป้าหมายก่อนว่าจะทำอะไรให้เสร็จบ้าง? จะตั้งเป้าหมายใหญ่เป็นรายปี แล้วค่อยย่อยเป็นรายเดือน และรายสัปดาห์ก็ได้ตามใจชอบ เชื่อว่าทุกคนเคยเห็นเทคนิคตั้งเป้าแบบ SMART Goal กันมาบ้างแล้ว
เป้าหมายที่ดีจะต้องมีองค์ประกอบ 5 อย่าง
- Specific เฉพาะเจาะจง
- Measurable วัดผลได้
- Attainable มีความเป็นไปได้
- Realistic สมเหตุสมผล ตั้งบนพื้นฐานความเป็นจริง
- Timely กำหนดเวลาชัดเจน
ปกติเราเขียนเป้าหมายลงในสมุดและพับเก็บไว้ซึ่งมันเห็นภาพรวมไม่ชัด แถมยังดูไม่เซ็กซี่สักนิด คราวนี้ลองเปลี่ยนวิธีใหม่ ด้วยการ นำเป้าหมายที่จดไว้ในสมุดมารวมกันในกระดาษ A4 1 แผ่น แล้วแปะกระดาษนี้ข้างๆ โต๊ะทำงานจะได้เห็นเป้าหมายกันชัดๆ ไปเลย

ขั้นตอนการลงมือทำแผ่นกระดาษ Goal List
1. แบ่งกระดาษ A4 เป็น 3 ส่วน ส่วนบนสุด เขียนคำว่า Goal List for และเว้นพื้นที่สำหรับตาราง 1 ช่อง ช่องนี้ใช้ระบุระยะเวลาของเป้าหมาย
2. พื้นที่กระดาษอีก 2 ส่วนที่เหลือ ตีตาราง 6 ช่องเท่าๆกันไว้สำหรับแปะ Post It
3. หยิบกระดาษ Post it มา 7 แผ่น แผ่นแรกเขียนระยะเวลาของเป้าหมาย 1 สัปดาห์ 1 เดือนว่ากันไป แล้วแปะไว้ที่ช่องว่างบนสุด
4. กระดาษ Post It อีก 6 แผ่น เขียนเป้าหมายที่ต้องการทำให้สำเร็จในช่วงเวลานั้นๆ ลงไป แล้วเอาไปแปะบนพื้นที่ตาราง 6 ช่อง
แค่นี้เราจะได้แผ่น Goal List แล้ว ส่วนวิธีการใช้นั้นก็ง่ายๆ คือถ้าเป้าหมายไหนที่เราทำเสร็จแล้วก็ดึงออกเลยจะได้เห็นกันชัดๆ ว่าเหลืองานอะไรคั่งค้างอยู่บ้าง


2. Post it 10 แผ่น ใช้จัดลำดับความสำคัญและติดตามงาน
เวลามีงานหลายๆ งานเข้ามาพร้อมกัน เราอาจจะจัดลำดับงานไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำงานไหนก่อนดี งานล้นมือไปหมด
การทำบอร์ด To Do, Doing, Done ช่วยให้รู้ว่า มีงานอะไรอยู่ในมือบ้าง งานไหนเร่ง และงานไหนรอได้ เราจะได้จัดสรรเวลาทำงานได้ถูก

ขั้นตอนการทำบอร์ด To Do, Doing, Done
1. ใช้กระดาษขนาดที่ต้องการ (ควรจะใหญ่หน่อย) แบ่งตารางเป็น 3 ช่อง ด้านบนของแต่ละช่องเขียนคำว่า To Do, Doing, Done
2. หลังจากนั้นหยิบ Post ขึ้นมา เขียนรายการสิ่งที่ต้องทำทั้งหมดแผ่นละ 1 รายการ สมมุติเดือนนี้มีสิ่งที่ต้องทำ 10 อย่างก็เขียนรายละเอียดสิ่งที่ต้องทำ 10 ใบ ด้านล่างของแต่ละใบอย่าลืมใส่ Deadline ไว้ด้วย
3. เขียนเสร็จเอา Post it มาแปะลงในช่อง To Do เรียงลำดับสิ่งที่ต้องทำก่อนอยู่ด้านบนสุด และสิ่งที่ต้องทำทีหลังอยู่ล่างสุด
4. เมื่อเริ่มลงมือทำงานบางอย่างให้เลื่อน Post it มาในช่อง Doing
5. ส่วนงานชิ้นไหนเสร็จเรียบร้อยแล้วให้เลื่อน Post it มาที่ช่อง Done
  

3. Post it 31 ใบ กับปฎิทินแจกแจงตารางงาน
เราชอบไอเดียปฎิทิน Post it มากๆ เพราะปกติปฎิทินตั้งโต๊ะช่องเล็ก เขียนรายการสิ่งที่ต้องทำแต่ละรายการต้องบีบอัดตัวอักษรให้เล็กจิ๋ว แต่ปฎิทิน Post it มีพื้นที่กว้างพอให้เราสามารถลงรายละเอียดรายการที่ต้องทำได้แบบรายวัน ทำให้รู้ว่าแต่ละวันต้องลงมือทำอะไรบ้าง เหมาะกับคนที่งานเยอะและขี้ลืม แถมเมื่อครบเดือนยังตามมาไล่ดูย้อนหลังได้อีกว่าในแต่ละวันเราทำงานตามแผนที่วางไว้สำเร็จกี่เปอร์เซนต์ งานประเภทไหนที่ทำไม่เสร็จ? และอะไรเป็นเหตุให้งานสะดุด?

วิธีทำปฎิทิน Post it
1. หยิบ Post it มา 30-31 ใบ แต่ละใบวาดกล่องสี่เหลี่ยมสำหรับ Checklist ด้านหลังเว้นที่ว่างไว้เขียนรายการสิ่งที่ต้องทำ
2. มุมขวาล่างของ Post it วาดวงกลมไว้สำหรับใส่เปอร์เซ็นต์ประเมินตัวเองว่าวันนี้ทำงานบรรลุเป้ากี่เปอร์เซนต์แล้ว
3. เมื่อเขียน Post it แต่ละใบเสร็จ นำ Post it ทั้งหมดมาแปะเรียงกันเป็นปฎิทิน
บางทีการลองหยิบจับของใกล้ตัวมาพลิกแพลง อาจจะทำให้เราได้วิธีแก้ปัญหาที่ไม่เคยคิดมาก่อนก็ได้นะคะ
เหมือนกับ Post It ที่ใครจะคิดว่ากระดาษแผ่นเล็กๆ ไม่กี่แผ่นจะช่วยจัดการชีวิตยุ่งๆ ให้เป็นระเบียบมากขึ้นได้

UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก
ที่มาข้อมูล
- schoolofchangemakers.com
- Creative DIY Ideas for Your Calendar-calendar- Celebrations.com
- Goal Organiser Poster-melyssagriffin.com
- Managing your constraint - guidedinnovation.com
- DIY bak to school paint chip calendar - sayyes.com

วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559

CSR กับ CSV แตกต่างกันอย่างไร



CSR : Corporate Social Responsibility แปลความอย่างง่ายว่าความรับผิดชอบของบริษัทต่อสังคม ส่วนใหญ่นิยมแสดงผ่านการจัด "กิจกรรม" ต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจหลัก โดยเป็นการแบ่งปันผลกำไรมาใช้จัดโครงการเพื่อสังคม บางครั้งเป็นการทำตามความต้องการของผู้บริหาร หรือเมื่อมีปฏิกิริยากดดันจากภายนอก

CSV : Creating Shared Value คือ การปรับเปลี่ยน "การดำเนินธุรกิจ" ให้ตรงกับความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น คู่ค้า ลูกค้า ชุมชน หรือสิ่งแวดล้อม โดยการปรับตัวเข้าสู่การเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยการลดการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อย "รอยเท้า" ของธุรกิจในด้านต่างๆ เช่น ของเสียจากการผลิต มลพิษ คาร์บอน

เนื่องจาก CSV ไม่ใช่การแบ่งปันผลกำไร หรือการกุศลโดยตรง แต่ CSV เน้นการสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ (value chain) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่หวังดีต่อสังคม ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และสร้างกำไรให้บริษัทด้วย ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ทำ CSV ประสบความสำเร็จ


>>> Case study ตัวอย่างองค์กรที่ทำ CSV 

- Novartis ผู้ผลิตยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพระดับโลก : ทำ CSR ด้วยการแจกยาฟรีหรือลดราคาให้กับประชาชนในประเทศยากจน ทำให้คนจนเข้าถึงยาได้ แต่รายได้บริษัทกลับลดลง ด้วยการแบกรับต้นทุนเท่าเดิม ต่อมา Novartis ได้เปลี่ยนมาทำ CSV โดยการตั้งโครงการ “Arogya Parivar” (แปลว่า ครอบครัวสุขภาพดี ในภาษาฮินดี) เป็นบริการสุขภาพเพื่อคนจน โดยเริ่มต้นในอินเดีย ด้วยการปรับผลิตภัณฑ์ การบริการ ไปจนถึงกลยุทธ์ และโมเดลธุรกิจ จนสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับบริษัทควบคู่กับไปกับการสร้างประโยชน์ให้สังคมได้

- Dow Chemical บริษัทนำเข้าและจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ของภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก : ออกผลิตภัณฑ์ไล่แมลงที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ ชื่อว่า The Spinetoram มีสรรพคุณไล่แมลงได้ผลมากขึ้นในปริมาณการใช้ที่น้อยลง และส่งผลกระทบน้อยมากกับแมลงซึ่งถือเป็นหัวใจของระบบนิเวศ ไม่ส่งผลกระทบต่อสัตว์อื่นๆ และพันธุ์ไม้โดยรอบ เพราะเป็นสารที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ทำให้ยอดขายเติบโตปีละกว่า 10% ตั้งแต่เริ่มวางจำหน่าย

- GE (General Electric) บริษัทอุตสาหกรรมหนักรายใหญ่ของโลก : ปรับยุทธศาสตร์จากอุตสาหกรรมแบบเดิมมาเน้น 2 เรื่องหลัก คือ Ecomagination - เน้นการลงทุนในพลังงานสะอาดและสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีคุณค่า เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ Healthymagination - เพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนเข้าถึงการสาธารณสุขได้มากขึ้นด้วยเทคโลยี เริ่มโดยออกแบบเครื่องตรวจ x-ray , MRI ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังเริ่มดำเนินการปรับปรุงการจัดการในโรงงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และใช้พลังงานหมุนเวียน ทำให้ลดการปล่อยคาร์บอนลงได้มากกว่า 41% และลดการใช้น้ำลงกว่า 20% อีกด้วย

- Campbell’s soup บริษัทผลิตอาหารระดับโลก : ให้ความสำคัญกับทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับภาครัฐในการตั้งเป้าลดระดับเกลือในอาหาร ด้วยการผลิตซุปโซเดียมต่ำออกมาขายพร้อมเปิดเผยข้อมูลโภชนาการอย่างละเอียด โดยปัจจุบันรายได้ของซุปโซเดียมต่ำคิดเป็น 30% ของรายได้รวมบริษัทเลยทีเดียว

- Cisco บริษัทผู้นำด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และระบบเครือข่ายสำหรับอินเตอร์เน็ต : ร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น โดยการก่อตั้ง cisco networking academy โครงการศึกษาทางไกลสำหรับนักเรียนในพื้นที่ต่างๆ กว่า 170 ประเทศทั่วโลก หลักสูตรนี้ได้รวมกับหลักสูตรอบรมพัฒนาทักษะพนักงานของ cisco ทำให้นักเรียนที่จบหลักสูตรดังกล่าว มีโอกาสเข้าทำงานกับ Cisso ด้วย ซึ่งโมเดลนี้นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในบริษัทแล้ว ยังเป็นการพัฒนาการศึกษาระดับท้องถิ่น เกือบ 10 ปีที่เริ่มโครงการนี้มาจนถึงปัจจุบัน มีนักเรียนที่เคยเข้าร่วมโครงการนี้มาแล้วกว่า 5.5 ล้านคนทั่วโลก

ขอบคุณข้อมูล : ป่าสาละ schoolofchangemakers.com
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เคล็ดลับสร้างการมีส่วนร่วมในการประชุมทีมงาน



บางคนมักจะรู้สึกว่าการประชุมเป็นสิ่งเต็มไปด้วยความกดดัน หากเตรียมตัวไม่พร้อม เราก็จะกลายเป็นจุดสนใจ แน่นอนว่าไม่ใช่จุดสนใจที่ดีนัก เราจะรู้สึกได้ถึงสายตาทุกสายตา ที่กำลังจ้องมองมาที่เราเป็นตาเดียว ทำอย่างไรจึงจะทำให้การประชุมที่เรามีส่วนร่วมน่าสนใจ และดูไม่น่าเบื่อจนเกินไป หลายคนปฏิเสธที่จะเข้าร่วมประชุมกับองค์กร เพราะส่วนหนึ่งรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ขาดความน่าสนใจ และไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง

การประชุมไม่เพียงแต่จะต้องนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับผู้ฟังเท่านั้น แต่เราต้องสร้างการมีส่วนร่วมในการประชุมให้เกิดขึ้นด้วย เราต้องให้ผู้ฟังสามารถโต้ตอบ เพื่อแสดงออกถึงการรับรู้ว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่เรานำเสนอไปมากน้อยเพียงใด ผู้พูดต้องทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมรู้สึกว่าการเข้าประชุมนั้นสำคัญเพียงใด จำเป็นเพียงใดที่เขาต้องเข้าประชุมในครั้งนี้

การจัดการประชุมให้ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพนั้น ไม่เพียงแต่ต้องทำอย่างมีระบบ แต่ต้องสร้างการมีส่วนร่วมให้กับการประชุมในแต่ละครั้งด้วย เทคนิคการประชุมนั้นไม่ตายตัว สามารถเปลี่ยนแปลงได้ สถานการณ์การประชุมที่จะเกิดขึ้นก็มักจะแตกต่างกันไป เคล็ดลับที่จะช่วยให้การประชุมเกิดการมีส่วนร่วม และมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง มีดังนี้

เข้าประชุมตรงเวลา
การตรงต่อเวลาเป็นมารยาทข้อสำคัญที่ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนต้องมี และปฏิบัติให้ได้ เพราะหากต้องรอใครคนใดคนหนึ่ง ก็จะเสียเวลาการประชุมออกไปอีก หากเป็นไปได้ให้เข้าประชุมก่อนเวลาสัก 5 นาที เพราะเราจะได้มีเวลาเตรียมตัว และเตรียมประเด็นต่าง ๆ ที่ต้องพูดถึงในการประชุมให้มากขึ้น การเข้าประชุมสายจะทำให้คนอื่น ๆ เข้าใจว่าเราไม่มีความพร้อมมากพอ และเป็นคนไม่รักษาเวลา

จำกัดผู้มีส่วนร่วมประชุม
เราต้องทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนรู้สึกได้ถึงความสำคัญ ว่าเหตุใดเขาจึงต้องเข้าประชุมในครั้งนี้ และผู้จัดประชุมเองต้องมั่นใจว่าทุกคนที่เข้าประชุมจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการประชุมจริง ๆ ไม่ใช่เชิญเพียงเพราะว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องเข้าประชุม หากเชิญคนที่ไม่มีบทบาทอย่างจริงจังมา ก็จะทำให้เขารู้สึกเบื่อหน่าย และไม่สามารถแสดงความคิดเห็นใด ๆ ได้ เพราะเขาไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ อย่างแท้จริงแต่อย่างใด เช่น หากเป็นการประชุมแผนก เราก็ควรเชิญเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวกับกับหัวข้อที่เราจะพูดเท่านั้น ไม่ควรชวนคนอื่น ๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมาด้วย แม้ว่าเขาจะอยู่ในแผนกเดียวกับเราก็ตาม ยิ่งมีผู้ประชุมมากก็จะทำให้การประชุมยืดเยื้อเกินความจำเป็น

เตรียมทุกอย่างให้เกินความพร้อม
การประชุมทุกครั้งมีโอกาสที่จะเกิดเรื่องไม่คาดหวังอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมในบริษัท หรือจำเป็นต้องออกไปประชุมนอกสถานที่ เราต้องเตรียมข้อมูลที่จะใช้ในการประชุมให้พร้อม และเตรียมเผื่อไว้ในกรณีที่มีผู้เข้าประชุมต้องการข้อมูลเพิ่ม ในกรณีที่เรามีเอกสารให้ผู้เข้าประชุม เราไม่จำเป็นต้องพูดให้ครบทุกประเด็น พูดเพียงประเด็นที่สำคัญ ๆ เท่านั้น และพูดให้ตรงประเด็นมากที่สุด หากผู้เข้าประชุมมีข้อสงสัยก็อาจจะอ่านเพิ่มเติมจากเอกสาร หรือเปิดโอกาสให้เขาได้ซักถามเพิ่มเติม โดยเราเป็นผู้ตอบคำถามนั้น เพื่อไขข้อข้องใจ

ให้ความสำคัญกับผู้เข้าประชุม
เราควรกำหนดเวลาว่าเราจะใช้เวลาในการนำเสนอข้อมูลนานเพียงใด จากนั้น เราจะใช้เวลาเท่าใดในการตอบคำถามของผู้เข้าร่วมประชุม การให้ความสำคัญกับผู้เข้าประชุม จะเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมได้ดีในระดับหนึ่ง การเกิดคำถามคำตอบในระหว่างการประชุม หรือแม้แต่หลังการประชุมเองก็ตาม ทำให้เราได้รู้ว่าผู้เข้าประชุมสนใจหัวข้อใด หรือมีข้อสงสัยในประเด็นใดเป็นพิเศษ หากมีโอกาสเราต้องไขข้อข้องใจนั้นให้กระจ่าง เป็นการตัดปัญหาการประชุมที่ขนาดความน่าสนใจไปได้

การสร้างการมีส่วนร่วมในการประชุมนั้น จะทำให้ประเด็นที่นำมาประชุมนั้นมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งผู้พูดและผู้ฟังจะเข้าใจในประเด็นที่ตรงกันมากขึ้น และไม่จะเป็นต้องพูดซ้ำ หากประเด็นนั้นมีการพูดถึงไปแล้ว การสร้างการมีส่วนร่วมจะทำให้การประชุมมีความสำคัญ เพราะผู้เข้าร่วมประชุมจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่


ที่มา : th.jobsdb.com
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อิทธิบาท 4 ธรรมะที่ใช้ในการทำงาน สู่ความสำเร็จ



ในโลกของการทำงาน คนรุ่นใหม่ไฟแรงทั้งหลายต่างก็เฝ้าหาทฤษฎีแห่งความสำเร็จมากมาย มาใช้แก้ปัญหาและหาหนทางเจริญก้าวหน้า แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ และเจอประตูสู่ความสำเร็จ งั้นลองมาดู ธรรมะที่ใช้ในการทำงาน เพื่อให้คุณประสบความสำเร็จในการทำงาน ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ นั่นคือ อิทธิบาท 4 ธรรมแห่งความสำเร็จ
อิทธิบาท 4 ธรรมะที่ใช้ในการทำงาน ประกอบด้วย
1. ฉันทะ คือ ความรักงาน-พอใจกับงานที่ทำอยู่
2. วิริยะ คือ ขยันหมั่นเพียรกับงาน
3. จิตตะ คือ ความเอาใจใส่รับผิดชอบงาน
4. วิมังสา คือ การพินิจพิเคราะห์ หรือ ความเข้าใจทำ

ฉันทะ : ความรักงาน-พอใจกับงานที่ทำอยู่
อันดับแรกต้องสำรวจตนเองว่า มีความชอบหรือศรัทธางานด้านใด แล้วมุ่งไปในเส้นทางนั้น อาจเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการตั้งคำถามกับตัวเอง ฉันทำงานเพื่ออะไร ฉันมีความสุขหรือไม่หากงานที่ทำอยู่ไม่ใช่งานที่รักเสียทีเดียว เผื่อเราจะได้มีเวลาค้นหาและปรับเปลี่ยนตัวเอง หรือปรับศรัทธาของตัวเองให้เข้ากับงานที่ทำอยู่
อย่างไรก็ตาม เชื่อเถอะว่างานแต่ละอย่างนั้น ไม่มีทางที่ใครจะชื่นชอบไปทั้งหมดทุกกระบวนการ ดังนั้น ถ้าคุณพอใจที่จะทำ และมีความสุขกับงาน เชื่อว่างานที่คุณทำอยู่ต้องออกมาดีแน่ ๆ

วิริยะ : ขยันหมั่นเพียรกับงานที่มี
งานทุกอย่างจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความขยันหมั่นเพียร ความวิริยะจึงเป็นเครื่องมืออีกอย่างหนึ่งที่จะนำคุณไปสู่ความสำเร็จได้ ยิ่งคุณขยันเท่าไรผลตอบแทนที่คุณจะได้รับมันก็มีมากเท่านั้น ที่สำคัญความวิริยะจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความรักในงานจากฉันทะนั่นเอง และความวิริยะไม่ใช่การทำงานแบบเอาเป็นเอาตาย แต่เป็นการหมั่นฝึกฝนตนเองต่างหาก ทั้งนี้ มีข้อน่าสังเกตสำหรับคนทำงานร่วมกันคือ จะต้องขยันด้วยกันทั้งหัวหน้าและลูกน้อง ยิ่งผู้เป็นหัวหน้ายิ่งสำคัญมาก ถ้าเป็นคนเกียจคร้าน คิดกินแรงอย่างเดียว ลูกน้องก็มักขยันไปได้ไม่กี่น้ำ เดี๋ยวก็รามือกันหมด แต่ถ้าหัวหน้าเอาการเอางาน ก็จะสามารถดึงลูกน้องให้ขยันขันแข็งขึ้นด้วย

จิตตะ : เอาใจใส่รับผิดชอบกับงานที่ทำ
จิตใจที่จดจ่อกับงานล้วนเกิดผลดีต่องานที่ทำ จิตตะเป็นธรรมะที่แสดงถึงสติ ความรอบคอบและความรับผิดชอบที่จะตามมา ซึ่งในสังคมการทำงานปัจจุบันนี้ มุ่งเน้นแย่งชิงตำแหน่งกัน และขัดขาจนลืมคิดไปว่า งานที่ตนเองต้องรับผิดชอบนั้นคือสิ่งใดกันแน่ จิตตะจึงมีความสำคัญในการทำงานโดยไม่วอกแวกออกไปนอกลู่นอกทาง ดังนั้น เมื่อคุณมีทั้งฉันทะและวิริยะแล้ว จิตตะจะเป็นเสมือนรั้วของเส้นทางที่ไม่ให้ไขว้เขวออกนอกทางสู่ความสำเร็จได้ อย่างไรก็ดี ปกติคนที่โตเป็นผู้ใหญ่รู้ผิดชอบ มักจะใส่ใจกับงานอยู่แล้ว เพราะธรรมชาติจะทำให้หยุดคิดยาก แต่เสียอยู่อย่างเดียวคือ ชอบคิดเจ้ากี้เจ้าการแต่เรื่องงานของคนอื่น คอยติ คอยสอดแทรก คอยวิพากษ์วิจารณ์ ในขณะที่ธุระของตัวกลับไม่คิดไม่ดู ซึ่งไม่ส่งผลให้งานของเราดีขึ้น พระพุทธเจ้า จึงทรงสอนให้เป็นนักตรวจตรางาน คือให้มีจิตตะ แล้วก็ทรงให้โอวาทสำทับไว้ด้วยว่า "ควรตรวจตรางานของตัวเอง ทั้งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ"

วิมังสา : การพินิจพิเคราะห์และใช้ปัญญาตรวจสอบงาน
สุดยอดของวิธีทำงานให้สำเร็จอยู่ในอิทธิบาทข้อสุดท้ายนี้ วิมังสา แปลว่า การพินิจพิเคราะห์ หมายความว่า ทำงานด้วยปัญญา ด้วยสมองคิด ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ คนเราแม้จะรักงานแค่ไหน บากบั่นเพียงใด หรือเอาใจจดจ่ออยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าขาดการใช้ปัญญาพิจารณางานด้วยแล้ว ผลที่สุดงานก็คั่งค้างและผิดพลาดจนได้
เราอาจลองทบทวนตัวเองนิ่ง ๆ ว่าวันนี้ทั้งวันเราทำอะไรบ้าง สรุปกับตัวเองว่าทำเพื่ออะไร เราจะได้มีกำลังใจต่อในวันต่อ ๆ ไป และไม่ทำผิดซ้ำซากอีกเช่นเดิม พร้อมกันนั้นเราจะสามารถเห็นหนทางได้ว่า เส้นทางไหนที่จะนำเราสู่ความสำเร็จได้จริง ๆ จะเห็นได้ว่า หลักธรรมะที่ใช้ในการทำงาน เป็นเรื่องง่าย ๆ ใกล้ตัว หากเรานำ อิทธิบาท 4 มาปรับใช้ในการทำงาน รักงานที่ทำ ขยันทำงาน รับผิดชอบงาน และรู้จักไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ทางแห่งความสำเร็จคงไม่เกินเอื้อม...เชื่อเถอะ คุณก็ทำได้ ทุกอย่างอยู่ที่ "ใจ"


ที่มา : hplan.msu.ac.th
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก