วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

6 ทักษะการเป็นผู้นำที่จะทำให้คุณแก้ปัญหาอย่างมือโปร



          เส้นทางสู่ความสำเร็จ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอ ระหว่างทางต้องพบเจอกับอุปสรรค ความยากลำบากที่เข้ามา ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจประสบความสำเร็จต้องพบกับปัญหามากมาย ก่อนที่จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในที่สุด ผู้ประกอบการหลายรายมักจะพูดใช้เวลาแก้ปัญหานานเกินไป สร้างความเสียหายไประดับหนึ่งจนทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก ในทางกลับกันบางบริษัทมีการเติบโต เพราะว่าผู้นำหรือผู้บริหารสามารถแก้ไขปัญหาภายใต้ความกดดันได้ ซึ่งความกดดันไม่ใช่ปัญหาเลย หากคุณมีเป้าหมายที่วางเอาไว้ และต้องการไปให้ถึง

          หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ สิ่งสำคัญคือคุณต้องเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นลักษณะจัดการงานคนเดียวหรือมีทีมงานขนาดใหญ่ ซึ่งคุณอาจจะมองว่าการแก้ปัญหาเป็นเรื่องที่ยากลำบาก น่ากลัว เพราะว่าไม่มีประสบการณ์ ไม่รู้จะทำอย่างไรเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ดังนั้น เรามาดูเทคนิคของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ เป็นผู้นำทางธุรกิจที่สามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆที่เข้ามาได้ และนี่คือทักษะที่สำคัญจะช่วยให้คุณแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.เป็นมืออาชีพอยู่ตลอดเวลา
ผู้นำที่ดีไม่เคยมีคำว่า “แพ้” อยู่ในสมอง แม้ปัญหาที่เข้ามาจะทำให้เสียขวัญบ้างก็ตาม โดยเฉพาะเมื่อคุณสร้างทีมงานขึ้นมา ลูกน้องภายในทีมก็จะมองมาที่คุณฐานะหัวหน้า เพื่อเอาเป็นแบบอย่าง เช่นหากคุณมีลักษณะสุขุม ใจเย็น ลูกน้องภายในทีมคุณก็จะมีลักษณะดังกล่าวตามไปด้วย ที่สำคัญที่สุดคือความเป็นมืออาชีพอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณได้รับความเคารพ นับถือจากลูกค้า รวมไปถึงสมาชิกในทีมของคุณด้วย

2.มองภาพรวมอยู่เสมอ
ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จพวกเขามักจะมักไปที่ภาพรวมอยู่เสมอ ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้ สิ่งสำคัญคือคุณต้องรู้ประเด็นของปัญหาในแต่ละวันที่เกิดขึ้น และแก้ไขในส่วนที่เป็นไปได้ก่อน เพราะในเวลาอันจำกัดเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะแก้ไขได้ครบ 100% คุณอาจจะแก้ไขได้ 20 % ส่วนอีก 80% ที่เหลือต้องปล่อยผ่านไปก่อน

3.แก้ปัญหาให้เร็วที่สุด
เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นมาครั้งแรก คุณอย่ามัวเสียเวลาไปกับการชี้นิ้วถามสมาชิกในทีมว่าใครทำให้เกิดข้อผิดพลาด สร้างปัญหานี้ขึ้นมา ทางที่ดีคุณควรจะเวลาระดมสมองภายในทีมเพื่อหาแนวทางแก้ไข แทนที่จะดุด่า ว่ากล่าวจนทำให้สมาชิกในทีมเสียกำลังใจ ซึ่งการเข้าสู่โหมดของการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วจะทำให้สมาชิกในทีมรู้สึกพวกเขาได้รับการช่วยเหลือให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ อีกทั้งยังเพิ่มความผูกพันภายในทีมอีกด้วย

4.เก็บข้อมูล
เทคโนโลยีทำให้คุณรู้ถึงข้อมูลในเกือบทุกแง่มุมภายในองค์กร รวมไปถึงช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้น ทุกวันนี้การแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพคือการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และข้อมูลเหล่านั้นมาใช้วางแผน แก้ปัญหาตามข้อมูล

5.คิดบวก
ผู้นำที่คิดลบจะนำมาสู่การบั่นทอนจิตใจ กลับกันผู้นำที่มองปัญหาเป็น “โอกาส” และโฟกัสไปว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ผ่านอุปสรรคเหล่านั้นได้ โดยผู้นำที่มีศักยภาพจะไม่เก็บปัญหาไว้เพียงลำพัง แต่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนภายในทีมได้มีส่วนร่วม เป็นส่วนหนึ่งในการหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน

6.ดูผลลัพธ์ที่ได้
ผู้นำที่ดีจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่จะตามมาจากการตัดสินใจ ซึ่งจะช่วยให้คุณก้าวเดินไปข้างหน้า พร้อมกับข้อมูลที่คุณต้องการเพื่อดำเนินธุรกิจต่อไปในอนาคต เมื่อคุณรู้ถึงสาเหตุของปัญหาและแก้ไขมันได้ จะทำให้คุณสามารถจัดการ ป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำขึ้นได้ในอนาคต

          ความเป็นผู้นำ หมายถึงการจัดการการดำเนินงานวันต่อวันของธุรกิจคุณ เพื่อนำไปสู่การเติบโตขององค์กรและสร้างรายได้จากแหล่งใหม่ๆ และเมื่อคุณสามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างสมบูรณ์ ย่อมเพิ่มขวัญกำลังใจให้สมาชิกภายในทีมของคุณให้มีความสุขกับการทำงานและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

Cr.smartsme.tv
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

10 สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยอดขายตก



1.ไม่เข้าใจพฤติกรรมลูกค้าของตัวเอง
หลายคนฟันธงว่ารู้จักลูกค้าดีแต่ทีนี้ลองถามตัวเองอีกครั้งว่ารู้จักพฤติกรรมลูกค้าแค่ไหน คำว่า “พฤติกรรม” คือสิ่งที่เขาชอบทำประจำเช่น ชอบกินอะไร มีปัญหาสำคัญในชีวิตอะไรบ้าง ชอบเที่ยวที่ไหน ชอบทำอะไรเป็นพิเศษ ชอบใส่เสื้อแบบไหน มีสินค้าที่ชอบคืออะไร เป็นต้น
คนที่ชัดเจนที่สุดในเรื่องของ “เข้าใจพฤติกรรมลูกค้า” ของ “ตัวเอง” จะเป็นคน “คุมเกม” ว่ายอดขายเขาจะเป็นเท่าไหร่ กลับกันครับ คนที่ ไม่เข้าใจลูกค้า หรือเข้าใจน้อยมาก “ลูกค้า” จะเป็นคนคุมเกมเรื่องยอดขาย
2.ยึดติดกับความสำเร็จในแบบเดิมๆ
ช่วงเศรษฐกิจดียอดขายดี หลายธุรกิจก็หลงระเริงกับความสุขช่วงนั้น ทั้งที่ความจริงการคิดสิ่งใหม่ๆอย่างต่อเนื่องหรือที่เรียกว่านวัตรกรรมคือหนทางอยู่รอดระยะยาวของธุรกิจ
การที่เรามีสิ่งใหม่ๆมาคอยรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจะช่วยปกป้องยอดขายในยามที่เศรษฐกิจผันผวนได้อย่างดีแต่ปัญหาใหญ่คือธุรกิจส่วนมากไม่ค่อยจะคิดเรื่องนี้สักเท่าไหร่
3. ให้น้ำหนักกับเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ น้อยไป

ตัวอย่างของเรื่องนี้คือธุรกิจที่เคยบูมสุดๆอย่างกล้องฟิล์มและพิมพ์ดีด แต่สุดท้ายด้วยการไม่ตามเทคโนโลยีสินค้าเหล่านี้หายไปจากวงจรธุรกิจทันที การลงทุนของ SMEs และเหล่า Start up ก็เช่นกัน จะต้องมีธุรกิจที่ใหม่กว่าเกิดขึ้นตามมาเสมอทางที่ดีคือควรจับกระแสเทคโนโลยีเอาไว้เพื่อเป็นทางออกที่ดีให้กับตัวเอง
โดยเทคโนโลยีสำคัญที่จะทำให้ยอดขายมีต่อเนื่องและไม่ตกยุคแน่นอนคือ Social Marketing หรือ Mobile Marketing ที่มีผลต่อการตลาดในตอนนี้และอนาคตอย่างมาก รวมถึงเทคโนโลยีการจ่ายเงินหรือ Payment Gateway ที่ควรศึกษาและอัพเดทให้เข้ากับกระแสลูกค้าได้มากที่สุดด้วย
4.ไม่ยอมปรับปรุงและพัฒนาสินค้า

ประเด็นนี้เราอยากให้สังเกตบริษัทใหญ่ ๆ ทั้งหลายเนื่องจากบริษัทเหล่านี้มักมีการปรับปรุงสินค้าและบริการอยู่ตลอดเวลา มีรุ่นใหม่ มีลูกเล่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายคนอาจเคยคิดเหมือนกันว่าจะปรับปรุงทำไมกันมากมายในเมื่อของเก่าก็ดีอยู่แล้ว
แน่นอนว่าธุรกิจที่ไปไม่รอดจำนวนมากก็เพราะมั่นใจว่า “ดีอยู่แล้ว” จึงหยุดพัฒนา สุดท้ายเมื่อมีสินค้าอื่นเข้ามาแทรกและดีกว่าที่มีอยู่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยอดขายตกหล่นอย่างใจหาย บางครั้งถึงกับทำให้ธุรกิจล่มสลายได้ทีเดียว
5.ไม่สามารถรักษาลูกค้าเก่าไว้ได้

มีธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่มุ่งหน้าหาแต่ลูกค้ารายใหม่จนไม่สนใจฐานลูกค้าเก่าของตัวเอง สิ่งสำคัญที่มากกว่าการหาลูกค้าใหม่คือการทำฐานข้อมูลลูกค้าเก่า ว่าเคยมีใครใช้สินค้าเราบ้าง ใช้แล้วดีอย่างไร ปริมาณการสั่งเท่าไหร่ เพื่อที่เราจะได้คอยอัพเดทข่าวสารและตามติดการซื้อขายเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน
ซึ่งให้ผลทางการตลาดที่ดีกว่าลูกค้าใหม่ที่ต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่นกันอีกมาก ธุรกิจที่มีลูกค้าเก่าที่ดีจึงเหมือนมีเหมืองทองของตัวเองในยามที่เศรษฐกิจไม่ดีลูกค้าเก่าเหล่านี้จะช่วยประคับประคองธุรกิจเราได้อย่างดีอีกด้วย
6.ทำการตลาดแบบด้านเดียว

คำว่าการตลาดแบบด้านเดียวคือ “คิดไปเอง” สิ่งที่นักธุรกิจต้องท่องจำให้ขึ้นใจคือคนที่ซื้อสินค้าหรือบริการเขาไม่ได้มาซื้อเพราะมองเห็นแต่มาซื้อเพราะต้องการสิ่งที่ตอบสนองและแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้กับเขาได้
เทคนิคที่สำคัญที่จะทำให้ยอดขายเราดีไม่มีวันตกคือแทนที่จะเป็นฝ่ายพูดฝ่ายเสนอขายลองเปลี่ยนมาเป็นผู้ฟังดูสิ่งที่ลูกค้าต้องการและนำสิ่งนั้นมาปรับใช้ให้สอดคล้องจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจได้ดีกว่าที่สำคัญสามารถซื้อใจลูกค้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
7.เชื่อที่ปรึกษามากกว่าจะเข้าใจธุรกิจของตัวเอง
ที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ดีมีอยู่เยอะแยะแน่นอนว่าทำธุรกิจก็ต้องพึ่งพาคนมีประสบการณ์แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมเช่นกันว่านั่นคือธุรกิจของเรา ระบบการตัดสินใจสุดท้ายตัวเราต้องเป็นคนกำหนดเอง การใช้ระบบที่ปรึกษาที่ดีจึงควรเป็นแค่คู่มือการตัดสินใจไม่ใช่กุญแจหลักในการทำธุรกิจ
ในฐานะที่เราเป็นเจ้าของธุรกิจสิ่งที่ดีที่สุดคือการลงไปคลุกคลีกับธุรกิจตัวเองในทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำยิ่งใกล้ชิดมากยิ่งมองเห็นภาพรวมมากการแก้ปัญหาก็จะง่ายทีนี้ตรงไหนไม่เข้าใจหรือต้องการตัวช่วยก็อาจพึ่งที่ปรึกษาได้แต่ไม่ใช่เอะอะก็ถามที่ปรึกษาโดยที่ยังไม่เคยมองธรรมชาติของธุรกิจตัวเองสักครั้งเดียว
8.ไม่มีการวางแผนงานที่ชัดเจน

ปัญหาใหญ่ คือถนัดจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าจะวางแผนแก้ปัญหาระยะยาว หลายครั้งที่เราทำตัวเหมือนแก้ผ้าเอาหน้ารอดวิธีการแบบนั้นแค่ทำให้ธุรกิจพออยู่รอดไปวันๆ แต่ทางที่ดีควรมีแผนราย3เดือน ราย6เดือน รายปี ว่าควรทำอะไร แบบไหน อย่างไร
ทั้งนี้การมีแผนระยะยาวจะทำให้เรารู้สาเหตุของปัญหาหลายครั้งที่ยอดขายตกแต่ผู้ประกอบการไม่รู้สาเหตุว่าเกิดจากอะไรแก้ปัญหาก็ไม่ได้ดังนั้นการวางแผนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทางที่ดีลองมานั่งวางแผนกันอย่างจริงจังดูสักตั้ง รับประกันได้ว่าแม้ยอดขายจะไม่เติบโตทันใจแต่ก็ไม่มีวันยอดตกลงไปอย่างน่าใจหายแน่นอน
9.ไม่รู้จักการเรียนรู้ไม่รู้จักการสร้างเครือข่าย
การทะนงตนว่าเก่งว่าดีกว่าคนอื่น ปิดหู ปิดตาไม่มองดูคู่แข่งรายอื่นรวมถึงการไม่ยอมเจอกับสังคมใหม่ๆ อยู่แต่กับกลุ่มเก่าๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีส่วนดึงยอดขายให้ตกลงมาได้ทั้งสิ้น โลกธุรกิจทุกวันนี้เป็นยุคของ Know how ยิ่งรู้มากความสำเร็จก็ยิ่งมีมาก ทางที่ดีออกไปสู่โลกใบใหม่บ้างเปิดหูเปิดตาให้กว้าง ธุรกิจที่สำเร็จต้องอยู่คู่กับสังคมที่หลากหลาย ยิ่งรู้จักคนมากเท่าไหร่ผลตอบแทนทางธุรกิจยิ่งคุ้มค่ามากเท่านั้น
10.ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนยอมหักไม่ยอมงอ

เรียกได้ว่าเป็นความคิดยุคเก่าล้าสมัยที่ไม่น่าเชื่อว่าก็ยังมีบางธุรกิจที่คิดแบบนี้คือดื้อดึงดันไม่ใช้เหตุผล แม้จะรู้ว่าสินค้าหรือบริการเริ่มไม่ใช่กระแสที่ลูกค้าต้องการ

สุดท้ายยังดึงดันและกระเสือกกระสนที่จะเดินหน้าไม่ต่างจากสินค้าอย่างพิมพ์ดีดหรือว่ากล้องฟิล์มที่ล้มหายไปไม่เป็นท่าด้วยความที่ยอมหักแต่ไม่ยอมเปลี่ยน สุดท้ายก็กลายเป็นสินค้าที่มีแค่ในความทรงจำแปรเปลี่ยนเป็นกำไรไม่ได้อีกต่อไป

แต่สำหรับสินค้าที่กล้าจะเปลี่ยนแม้ช่วงแรกอาจไม่เป็นที่ยอมรับและต้องมีการลงทุนเพิ่มขึ้นสุดท้ายก็ยังเป็นสินค้าที่อยู่ได้มีลูกค้ายังต้องการ ยอดขายก็ไม่ได้หดหายไปจากเดิมมากนัก
สาเหตุทั้งหมดนี้ก็ล้วนแต่มีความเป็นจริงที่ทำให้ธุรกิจหลายอย่างล้มลงไม่เป็นท่า หรือบางธุรกิจก็มียอดขายที่ลุ่มๆดอนๆก็เพราะสาเหตุสำคัญเหล่านี้การเรียนรู้เบื้องต้นจะได้นำไปสู่การป้องกันธุรกิจที่ลงทุนจะได้มีแต่คำว่าเดินหน้ายอดขายที่ดีก็จะตามมาไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องยอดต่ำยอดตกกันอีกต่อไป

Cr.ThaiFranchiseCenter
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

7 วิธีรับมือแก้ปัญหาเมื่อทีมงาน เกิดสะดุด!



          ทุกองค์กรย่อมมุ่งหวังประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากร ว่ากันว่าองค์กรใดก็ตามมีบุคลากรที่มีคุณภาพนั้นเหมือนโชคดี 2 ชั้น หนึ่งคือบุคคลเหล่านี้พร้อมจะผลักดันให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าได้อย่างที่ทีมบริหารตั้งใจ อีกประการคือองค์กรจะแน่นแฟ้นและมีความมั่นคงเพราะคนที่ยิ่งทำงานด้วยกันมานานย่อมเข้าใจรู้ใจและแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ดีกว่า
แต่อย่างไรก็ตามใช่ว่าการทำงานเป็นทีมจะมีแต่ด้านบวกเสมอไป เมื่อหลายคนก็หลายความคิดถ้าไม่สามารถหลอมรวมกันได้อาจจะกลายเป็นผลร้ายที่มากกว่าดีก็ได้

ทางผู้เขียนมองว่าเรื่องของการทำงานด้วยระบบทีมนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีกลยุทธ์ในการบริหารโดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ทีมกำลังระส่ำระส่าย วิธีการแบบไหนที่จะนำพาทีมเวิร์คเหล่านั้นให้กลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง
จากคำแนะนำของ Rebecca M. Knight ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการที่มีงานเขียนใน Harvard Business Review และ Knowledge@Wharton หลายฉบับ ได้พูดถึงเรื่องการทำงานเป็นทีมไว้อย่างน่าสนใจโดยเฉพาะในกรณีที่เกิดปัญหาเขาเสนอแนะ 7 วิธีนี้เอาไว้เป็นโครงสร้างให้ทุกองค์กรได้ใช้ในยามที่คำว่าทีมเวิร์คเกิดไม่เวิร์คขึ้นมา
1.จงรีบวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในทีมอย่างรวดเร็วและชัดเจน
โดยเทคนิคการแก้ปัญหาที่ใช้กันแพร่หลายมีหลายวิธี เช่น 5 Why คือการถามว่า ทำไม หรือ เพราะเหตุใด ซ้ำๆ อย่างน้อย 5 ครั้ง หรือวิธี ผังก้างปลา คือการวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุของปัญหา หรือ กราฟพาเรโต (กฎ 80/20) แต่แม้วิธีเหล่านี้จะมีข้อดีคือ กระตุ้นให้เกิดการค้นหาปัญหาที่ต้นเหตุ แต่อาจใช้ไม่ได้ผลกับพนักงานบางกลุ่ม โดยเฉพาะพวกที่ยังไม่ได้ถูกฝึกให้คิดมากนัก

วิธีการข้างต้นดูเหมือนง่ายสำหรับผู้คุ้นเคย แต่อาจกลายเป็นเรื่องยากและซับซ้อนสำหรับมือใหม่ ดังนั้น ควรเริ่มต้นจากการพูดคุยถึงปัญหาง่ายๆ ที่เห็นได้ชัดเจนก่อน เช่น จำนวนครั้งที่ลูกค้าร้องเรียน จำนวนพนักงานที่ลาออกในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา หรือจำนวนของเสียในกระบวนการผลิต เป็นต้น
2.กำหนดจุดสนใจให้กับทีม
โดยเฉพาะในการประชุมเพื่อหาไอเดียใหม่ๆ อย่าปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านและล่องลอยมากจนเกินไป จริงอยู่ไอเดียสร้างสรรค์เกิดขึ้นจากการไม่จำกัดความคิด แต่การมีจุดโฟกัสที่ชัดเจนก็เป็นสิ่งจำเป็นในการขับเคลื่อนการประชุมให้มีประสิทธิภาพ

เทคนิคการประชุมง่ายๆ อย่าง “การคิดแบบหมวก 6 ใบ” (6 Thinking Hats ของ Edward de Bono) ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยให้มีโฟกัสมากขึ้น โดยหมวกแต่ละใบเป็นตัวแทนในการคิดแต่ละเรื่อง เช่น อาจเริ่มต้นให้ทุกคนในทีมคิดแบบหมวกสีขาวก่อน คือ พูดคุยแต่เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลและตัวเลข โดยยังไม่ต้องแสดงความรู้สึกหรือความคิดเห็นใดๆ
จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นหมวกสีดำ ซึ่งเป็นการพูดคุยถึงข้อเสีย ปัญหาและอุปสรรคที่มี โดยยังไม่ต้องคุยถึงข้อดีหรือทางเลือกอื่นๆ การประชุมแบบนี้ช่วยให้สามารถควบคุมประเด็นได้เป็นอย่างดี มีการคิดอย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีข้อสรุปและแนวทางในการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้นด้วย
3. มีการนำเสนอมุมมองที่แตกต่าง
คนที่ทำงานด้วยกันในองค์กรเดียวกันมักมีมุมมองคล้ายกัน เพราะอ่านเอกสารชิ้นเดียวกัน ฟังข้อมูลข่าวสารจากแหล่งเดียวกัน รับประทานข้าวกลางวันกับเพื่อนคนเดียวกัน อบรมห้องเดียวกัน จากอาจารย์คนเดียวกัน ดังนั้นความคิดใหม่ๆจึงเกิดขึ้นได้ยากในสังคมและสภาพแวดล้อมแบบนี้
ดังนั้น ควรเปิดโอกาสให้สมาชิกในทีม มีโอกาสได้พบกับมุมมองใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิมบ้าง เช่น การไปอบรมสัมมนาภายนอกองค์กร การเข้าสมาคมหรือชมรมของอุตสาหกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจขององค์กร การเชิญวิทยากรหรือผู้ที่ประสบความสำเร็จจากธุรกิจอื่นมาแลกเปลี่ยนมุมมอง เป็นต้น
ความคิดและประสบการณ์ที่แตกต่างเหล่านี้ จะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี

4.ต้องหยิบยกตัวอย่างความสำเร็จที่ใกล้ตัวมานำเสนอ
ความสำเร็จในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ของนักคิดอมตะอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่าง สตีฟ จอบส์ ,มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก , ริชาร์ด แบรนสัน , แม้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนและน่าชื่นชม แต่ดูไกลตัวคนธรรมดาๆ อย่างพวกเรามากเกินไป

ดังนั้นจึงควรยกตัวอย่างง่ายๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ตัว อย่างเช่น ความคิดริเริ่มของเพื่อนพนักงานด้วยกัน แม่บ้านที่ทำความสะอาดห้องน้ำ พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ป้อมยามหน้าบริษัท หรือคนสวนขององค์กร เป็นต้น
แม้เป็นตัวอย่างที่ไม่ได้เลิศเลอเพอเฟคนักแต่ก็สามารถสัมผัสจับต้องได้จริง ซึ่งจะช่วยให้พนักงานไม่คิดว่าการมีความคิดสร้างสรรค์ เป็นเรื่อง “ไกลเกินฝัน” อีกต่อไป

5.สิ่งสำคัญคือต้องพิชิตความกลัวการล้มเหลวของทีมให้ได้
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การประชุมเพื่อระดมสมอง ไม่ค่อยได้ผลมากนัก เพราะพนักงานส่วนใหญ่กลัวว่าไอเดียที่เสนอไปจะไม่ดีพอ ส่งผลให้ไม่กล้าเสนอความคิดนั้นๆ ออกไป จึงทำให้นวัตกรรมหลายๆ อย่างถูกซุกเงียบไว้ภายในตัวบุคคลเท่านั้น

ผู้นำที่ดีต้องสร้างบรรยากาศให้ทีมงานรู้สึกว่า “การกล้าเสนอไอเดีย” กับ “ไอเดียนั้นนำไปใช้ได้จริงหรือไม่” เป็นคนละเรื่องกันคนที่กล้าแสดงความคิดเห็น
แม้ว่าจะยังไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ก็ควรได้รับการยกย่องชื่นชมในเบื้องต้น เพราะหากไอเดียที่เสนอทุกครั้งต้องนำไปใช้ได้จริงเท่านั้น ก็คงไม่มีใครอยากจะเสนอไอเดียแปลกใหม่อะไรอีกต่อไป ก็นำไปสู่ปัญหาและสร้างรอยร้าวขึ้นภายในทีมได้เช่นกัน
6.สร้างเส้นทางที่เปลี่ยนฝันให้เป็นความจริง
ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ จะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกนำไปปฏิบัติ คนจะรู้สึกเบื่อและไม่อยากแสดงความคิดเห็นอีกต่อไป หากไอเดียที่ได้มานั้น ไม่นานก็เงียบหาย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นผู้นำมีหน้าที่ผลักดันและสนับสนุนให้ความคิดดีๆ ได้รับการนำไปใช้ให้เป็นรูปธรรม หากทำได้เช่นนี้อย่างสม่ำเสมอ ความคิดริเริ่ิมสร้างสรรค์ก็จะค่อยๆ เบ่งบานขึ้นในองค์กร เพราะพนักงานทุกคนประจักษ์แล้วว่า “หัวหน้าเอาจริง!” 
7.จงหลีกเลี่ยงคำว่า “นวัตกรรม” จะดีกว่า
คำนี้ฟังดูยิ่งใหญ่แต่ห่างไกลสำหรับพนักงาน ดังนั้น แทนที่จะพูดว่า “พวกเราทุกคนมีส่วนอย่างยิ่งในการผลักดันให้บริษัทของเราเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม” แม้ฟังแล้วจะดูหรูหราในสายตาผู้บริหาร
แต่สำหรับทีมงานก็คงไม่ได้จินตนาการยิ่งใหญ่ไปแบบนั้น ทางที่ดีควร เปลี่ยนใหม่เป็นว่า “พวกเราทุกคนมีส่วนอย่างยิ่งในการสร้างบริษัทให้เป็นองค์กรที่น่าอยู่และที่นี่คือครอบครัวที่เราจะร่วมกันสร้างอนาคตด้วยกัน” อาจฟังดูธรรมดามาก แต่รับรองสร้างพลังและทำให้ทีมงานเกิดความรุ้สึกอยากทำงานได้มากกว่าแน่นอน
          7 วิธีเหล่านี้แม้จะดูเรียบง่ายและไม่อาจเห็นผลได้ในทันทีแต่ถ้าลองเอาไปปฏิบัติดูแล้วเชื่อว่าทีมงานในองค์กรคงจะรู้สึกมีพลังใจที่อยากทำงานมากขึ้น จงอย่าลืมว่าพนักงานก็คือคนธรรมดาสิ่งที่ดีนอกจากกำลังใจคือการดูแล และตอบแทนให้คุ้มค่ากับการทำงานเมื่อบุคลากรมีความมั่นคงองค์กรก็แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นได้ด้วยเช่นกัน


Cr.ThaiFranchiseCenter
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ภาวะผู้นำ (Leadership)



          “ผู้นำที่แท้จริงคือผู้นำที่มีผู้ศรัทธาอยากที่จะเดินตาม” คำกล่าวข้างต้นนั้นเป็นความจริงที่คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธเพราะการจะเป็น “ผู้นำ” คนนั้น มิใช่นึกอยากจะเป็นก็ลุกขึ้นมาประกาศตัวเองแล้วหวังว่าจะมีคนมาเดินตาม เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นน่าจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนแล้วล่ะครับ เคยสังเกตกันบ้างมั้ยครับว่าทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นในองค์กร ระดับประเทศหรือระดับโลก ผู้คนมักจะสงบนิ่งอยู่ก่อนเพื่อเฝ้ามองและดูท่าทีของผู้นำคนใหม่ว่าจะมีพฤติกรรมหรือความคิดความอ่านเป็นเช่นใด จะเข้ามาทำการเปลี่ยนแปลงแบบ “หน้ามือเป็นหลังมือ” หรือแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” ผู้นำบางคนมีบุคลิก

         “โฉ่งฉ่าง” บางคนมาแบบ “น้ำนิ่งไหลลึก” บางคนมีลีลา “ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว” แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม พอเวลาผ่านไปได้สักระยะหนึ่ง สภาพความเป็นตัวตนที่แท้จริงของผู้นำนั้นๆ ก็จะปรากฏออกมาให้สาธารณชนได้เห็น จะเห็นดีเห็นงามด้วยหรือไม่ บางครั้งมันก็ขึ้นอยู่กับวิธีการของผู้นำคนนั้นๆ ผู้นำบางคนถึงกับไม่แน่ใจในสภาพที่แท้จริงของตนเอง จึงต้องจ้างมืออาชีพเข้ามาสร้างหรือบางครั้งถึงขั้นกอบกู้ “ภาพลักษณ์” ของตนเองให้ดูดี ดูเด่นเพื่อให้เป็นที่ยอมรับต่อไป

          ความเข้าใจเรื่อง “ภาวะผู้นำ” ของผู้คนในสังคมทุกวันนี้ยังไม่เข้าใจกันถ่องแท้นัก เพราะบางครั้งพากันเข้าใจไปว่าใครก็ตามที่ได้รับแต่งตั้งมีตำแหน่งเป็นนั่นเป็นนี่ ซึ่งอาจจะพอเรียกได้ว่าเป็น “ผู้บริหาร” เท่านั้น แต่ถ้าเป็นผู้บริหารที่ปราศจาก “ภาวะผู้นำ” ผู้บริหารนั้นก็มิใช่ “ผู้นำ” ในขณะที่คนบางคนมี “ภาวะผู้นำ” แต่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง เขาจึงไม่ได้เป็น “ผู้บริหาร” แต่ถ้าใครก็ตามได้รับแต่งตั้งเป็น “ผู้บริหาร” และมี “ภาวะผู้นำ” ด้วย นั่นแหล่ะ จึงจะเรียกได้ว่าเป็น “ผู้นำ” อย่างแท้จริง

          ดังนั้นเราจึงควรมาทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า “ผู้นำ” นั้นย่อมหมายถึงคนที่มีอิทธิพลชักนำหรือโน้มน้าวให้คนอื่นเกิดความศรัทธาอยากที่จะทำตาม เพราะเขาสามารถที่จะกำจิตใจของลูกน้องไว้ได้ และมีศิลปะจูงใจให้ลูกน้องปฏิบัติตามความประสงค์ด้วยความเต็มใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีข้อแม้จนบรรลุภารกิจ ผู้นำจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพนับถือ ศรัทธา รักและยำเกรง จนเป็นศูนย์รวมแห่งพลังของคนในองค์กร เขาจึงเป็นดุจดวงประทีปของหน่วยงาน เป็นสัญลักษณ์และหลักชัยในการดำเนินงาน โดยมีคุณสมบัติที่คนมี “ภาวะผู้นำ” (Leadership) พึงมีดังนี้ คือ

L = Lively เป็นบุคคลที่มีชีวิตชีวา ใครเข้าใกล้ก็จะรู้สึกอบอุ่น เต็มเปี่ยมไปด้วยอัธยาศัยไมตรี บุคคลประเภทนี้มักจะรู้จักบริหารเวลาทั้งกับหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัว และถ้าหากมีความสุขกับการทำงานด้วยแล้ว ความสดใส ความมีชีวิตชีวาจะบังเกิดมากยิ่งขึ้นจนเป็นที่ประจักษ์

E = Encourage รู้จักบำรุงน้ำใจผู้คนโดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา หากมีอะไรส่งเสริมสนับสนุนได้ เขาจะไม่รั้งรอที่จะกระทำทันที

A = Active เป็นผู้ที่มีความคล่องแคล่ว กระตือรือร้น แสวงหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา ทำให้บรรยากาศในที่ทำงานกระฉับกระเฉงกระชุ่มกระชวย

D = Decisive มีความกล้าหาญในการตัดสินใจและมีความเด็ดขาด เนื่องจากมีความรู้ มีประสบการณ์และข้อมูลแน่นหนาในการตัดสินใจ

E = Endurance มีความอดทนอดกลั้นต่อปัญหาที่รุมเร้าเข้ามาในทุกรูปแบบ ทั้งเรื่องการบริหารงานและบริหารคน

R = Responsible มีความรับผิดชอบต่อภารกิจทุกอย่างที่เกิดขึ้นในองค์กร ทั้งจากการกระทำของตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชา

S = Smart มีความเฉลียวฉลาด สง่างามในทุกท่วงท่า อิริยาบถ ทั้งความคิดและการกระทำ

H = Healthy มีสุขภาพทั้งกายและจิตใจดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องรู้จักการผ่อนคลายและกำจัดความเครียดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

I = Informative มีความสนใจและติดตามข้อมูลข่าวสาร ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร

P = Polite มีความสุภาพอ่อนโยน อ่อนน้อมถ่อมตนจนเป็นที่เลื่องลือและยอมรับของทุกฝ่าย

          จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการเป็น “ผู้นำ” ที่มี “ภาวะผู้นำ” เท่านั้น ยังมีองค์ประกอบหรือปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่จะต้องศึกษาและเรียนรู้ อาทิ การเข้าใจในธรรมชาติของคน ศิลปะการตำหนิ วัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมท้องถิ่น การคิดในเชิงบวกและสร้างสรรค์

          แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุดที่น่าจะพึงตระหนักก็คือ บางครั้ง “ผู้นำ” อาจจะไม่ต้องเก่งหมดทุกเรื่องก็ได้ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะรู้สึกว่าตนไม่ได้มีโอกาสที่จะได้แสดงความสามารถอะไรบ้างเลย เพราะ “ผู้นำ” รู้ไปหมดเสียทุกเรื่อง ดังนั้นคำสอนของผู้ใหญ่จึงมักเตือน “ผู้นำ” ว่า “การแกล้งทำเป็นโง่นั้น บางครั้งเป็นความฉลาดที่สุด” แต่คนโบราณก็ยังคงสอนลูกหลานกำกับไว้อีกด้วยนะครับว่า “โง่ไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก โง่มากๆ ก็ยากที่จะเป็นใหญ่”

โดย อาจารย์สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 
อ้างอิง : smartsme.tv

UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ไอเดียความคิดสร้างสรรค์มาจากไหนได้บ้าง



          ความคิดสร้างสรรค์คือการเชื่อมโยงสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันให้เข้ามาเกี่ยวข้องกัน หรือขยายความเกี่ยวข้องนั้นให้กว้างไกลยิ่งขึ้น หรืออาจพูดว่าอาจเป็นการมองสิ่งหนึ่งในอีกมุมมองหนึ่ง เมื่อทำแล้วก็จะได้สิ่งใหม่ที่ดีกว่า หรือได้สิ่งใหม่ที่เสริมสิ่งเดิมให้มีค่ามากขึ้น วันนี้ก็เอามาให้เป็นหลักยึดสัก 6 ข้อ ที่อาจนำไปใช้ได้ในการทำงานประจำวันของหัวหน้างาน ท่านว่าลองเชื่อและปฏิบัติตามนี้ดูครับ..

1. อย่าคิดว่าหนทางที่ถูกมีเพียงวิธีเดียว
ไม่ว่าปัญหา หรือการหาทางออกของการทำงานใดๆ อย่าคิดว่ามันมีเพียงวิธีเดียว เมื่อไม่สามารถทำได้ตามนั้นก็มานั่งติดตันอยู่ แต่ต้องมองว่ามันคงมีทางอื่นอีกซีน่า คิดออกไปเรื่อยๆ ความเชื่อบวกกับการคิดอยู่เรื่อยๆก็ย่อมจะมองเห็นหนทางมากขึ้น

2. อย่าติดอยู่กับรูปแบบและประสบการณ์ดั้งเดิม
ต้องคิดปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ คงจำได้ สมัยก่อนนั้นตรา(ญี่ห้อ)ของเสื้อต้องอยู่ด้านในของปกเสื้อ และเป็นอย่างนั้นมานาน จะรู้ว่าเป็นตราอะไรก็ต้องรู้กันในหมู่ผู้ที่ใช้เสื้อญี่ห้อนั้นๆ ว่าให้สังเกตที่ปกบ้าง ให้สังเกตที่การเย็บกระดุมบ้าง แล้ววันดีคืนดีมีเสื้อของบริษัทหนึ่งเอาตราของเสื้อไว้นอกเสื้อ ที่ปกด้านนอกบ้าง ที่ด้านล่างของไหล่บ้างก็มีการทำอย่างนั้นออกมาเอาอย่างกันจนเป็นของธรรมดาไป หรืออย่างแปรงสีฟัน ตั้งแต่รูปแบบดั้งเดิมคือด้ามตรง ขนแปรงตรง ต่อมาก็มีการแตกหน่อออกไปที่ขนแปรงมีมากมายหลายลักษณะ แตกหน่อไปที่ด้ามก็ออกมาสารพัดรูปแบบ เพื่อให้ของตนเองแตกต่างกว่าและ (ให้เชื่อว่า) ดีกว่า ดังนั้นท่านหัวหน้างานครับ งานของท่านอาจมีรูปแบบที่ดีกว่านี้ก็ได้ลองคิดกันดูนะครับ

3. อย่ากลัวความผิดพลาด
อย่ากลัวว่าคนอื่นจะหาว่าโง่ คนคิดอะไรใหม่ๆ อาจ ถูกมองว่าเฟื่อง ไม่ต้องกลัว คิดไปเถอะ บางทีความคิดที่ถูกมองว่าเฟื่องนั่นนะกลับเป็นสิ่งที่ ถูกต้องก็ได้ ท่านที่อายุในช่วง 50-60 ปี คงจำภาพยนตร์เรื่องใต้ทะเล 20,000 โยชน์ ได้ คนเขียนหนังสือเรื่องนี้เป็นชาวฝรั่งเศส บอกว่ามีเรือดำน้ำลำหนึ่งดำน้ำได้นานมาก เขาให้ชื่อเรื่อว่า "นอติลุส" สมัยที่นักเขียนท่านนั้นเขียนหนังสือ อย่าว่าเรือดำน้ำเหล็กเลยหรือบนน้ำที่ทำด้วยเหล็กก็เก่งเหลือเกินแล้ว ก็มีการพูดกันว่านักเขียนท่านนี้เฟื่องไปแล้ว ต่อมาไม่กี่ทศวรรษปรากฏว่ามีเรือดำน้ำของอเมริกาที่มีสมรรถนะอย่างนั้นทุกประการเป็นเรือพลังงานนิวเคลียร์ แล้วก็ได้รับการตั้งชื่อว่า "นอติลุส" (NAUTILUS) เช่นกัน มีการพูดกันว่าอีกสัก 80-100 ปี การขึ้น ไปในอวกาศไม่ต้องใช้กระสวยอวกาศหรอก เขาขึ้นโดยลิฟท์ใครไม่เชื่ออยู่ต่อซิครับ อย่าเพิ่งเลิกหายใจ แล้วอาจะได้เห็น

4. ใช้คำถามอย่างฉลาดและแยบยล
ก็คำถามที่เรามีอยู่นี่แหละครับ.....อะไร.... เมื่อไหร่....ที่ไหน...อย่างไร...ใคร...แล้วถามต่อด้วยคำถามสุดท้ายว่า "ทำไมไม่..." ตัวอย่าง "ทำงานนี้อย่างไร" ก็ตอบไปว่า "ทำอย่างนี้แหละ" ถามต่อไปว่า "ทำไมไม่ทำวิธีการอื่นบ้างละ" ถ้าคำตอบที่ได้รับเป็นคำตอบตายตัว ฟังขึ้นก็แปลว่าโอ.เค. แต่ถ้าคำตอบไม่แน่ชัด หรืออาจมีคำตอบอื่นอีกก็แปลว่าพัฒนาให้เป็นสิ่งใหม่ได้ "ทำไมด้ามแปรงสีฟันต้องเป็น ด้ามตรงๆ " คำตอบก็คือ "ไม่รู้..ก็เห็นใครต่อใครเขาออกมาขายอย่างนั้น" ในกรณีนี้จะ เห็นได้ว่าคำตอบที่ได้รับไม่ตายตัว ไม่เด่นชัด ก็แปลว่าเราออกแปรงสีฟันตราใหม่ที่มี ด้ามหักงอได้

5. อย่าติดอยู่กับประสบการณ์ของตนเองให้มากนัก
เรื่องการยึดติดนะมีแน่แต่อย่าให้มากนัก เคยมีการให้ผู้เข้าสัมมนาต่อคำจากคำที่ยกมา เช่นยกคำว่า "ซอง" แล้วช่วยต่อให้มีความหมายซีว่าเป็นอะไร ก็ออกมามาก เช่นซองจดหมาย....ซองบุหรี่.....ซองปืน.....ท่านว่า คนที่ตอบต่างกันอย่างนี้มีอะไรอยู่ที่เป็นประสบการณ์ เอ้า..แล้วต่อคำว่า "แสง...." ซิครับ หลายท่านตอบออกมาว่าแสงเทียน แสงจันทร์ แสงอาทิตย์ แล้วโน่น คนนั่งหลังสุดหน้าแดงก่ำก็ตอบว่า "แสงโสม" แน่นอนว่าประสบการณ์ย่อมติดออกมา การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์นั้น ท่านต้องไม่ติดกับประสบการณ์ให้มากนักเพราะจะคิดอะไรไม่ออก

6. มองทุกอย่างให้เป็นระบบ
แปลว่าท่านต้องมองว่าอะไรที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้บ้างทั้งส่วนที่เป็นตัวประกอบ หรือปัจจัย และมีอะไรบ้างที่อยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการหรือเป็นตัวกระบวนการ และมีอะไรที่เป็นผลออกมาจากการทำงานนั้น หรือเรียกว่าผลผลิต แล้วเราก็ เข้าไปดูทีละตัว ถ้ากาแฟไม่อร่อย ตัวปัจจัยก็มีตัวกาแฟ นมเนย น้ำตาล ถ้วยกาแฟ (คนชงน่า จะไม่เกี่ยวนะครับ) วิธีการชงเป็นอย่างไร เอาน้ำตาลละลายกับน้ำก่อน เติมนมเป็นนมหวาน แล้วค่อยเติมกาแฟ อย่างนี้ดีไหม ในที่สุดเราก็จะพบว่ามีบางอย่างที่ทำให้กาแฟอร่อยขึ้นก็เลย ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ คือครีมที่ใส่ให้กาแฟมีรสหอม มันและอร่อยขึ้นโดยไม่มีกลิ่นและไม่ทำ ให้เพิ่มแกลอรี่ (นี่ก็ไปซื้อกาแฟที่บดแล้วของร้านกาแฟดังที่สุด ไปถามวิธีการชง ชื้อเครื่องปรุงมาครบ แต่มันก็ไม่อร่อยเท่าไปกินที่ร้าน มานึกว่า “อ้อ...เราไม่มีเครื่องชงนี่เอง ซื้อไม่ไหวครับราคามันสูงเหลือเกิน ขืนซื้อเครื่องชงกาแฟมา สงสัยจะเป็นโรคขาดอาหาร)


เครดิต : thaisp.org
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก