วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

45 คำสอน สร้างทีมงานให้เป็นแชมเปี้ยน โดย แบลร์ ซิงเกอร์ (ตอนแรก)



          ทีม คือส่วนผสมของความสำเร็จ ความมั่งคั่ง ชื่อเสียง เกียรติยศ ไม่ว่าจะเป็น นักธุรกิจ นักลงทุน เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ ที่ประสบความสำเร็จระดับโลก ล้วนมาจากการเล่นเป็นทีม ถ้าต้องวิ่งแข่งระหว่าง 1 ต่อ 10 คุณคิดว่าใครจะชนะ สังเวียนธุรกิจ ความได้เปรียบ การร่วมมือร่วมใจของทีม มีส่วนสำคัญทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

          นักลงทุน เจ้าของกิจการขนาดเล็ก นักธุรกิจตัวคนเดียว มักจะสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก เพราะเขาไม่มีทีม ต่อให้มีทีม แต่เขาไม่รู้จักสร้างกฎแห่งเกียรติยศ เขาจะสำเร็จช้า จนในที่สุดจะถูกเบียดตกถนน ถึงเวลาที่คุณต้องเรียนรู้กฎแห่งเกียรติยศ กฎที่จะสร้างคุณ สร้างทีมงานของคุณให้เป็นแชมป์

แบลร์ ซิงเกอร์ (Blair Singer)
นักธุรกิจ โค้ช เทรนเนอร์ ที่ปรึกษาการทำธุรกิจ การสร้างทีมขายระดับแชมเปี้ยน
ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Blairsinger.com ผู้แต่งหนังสือขายดี สร้างทีมให้ชนะ – Team Code of Honor
เป็นที่หนึ่งให้ได้ในธุรกิจคุณ – How To Be #1 In Your Business , พันธุ์นักขาย – Sales Dogs

การทำงานเป็นทีมนั้น ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญในการประสบความสำเร็จในธุรกิจเป็นอย่างมาก
และนี่คือการสร้างให้ทีมเป็นแชมเปี้ยนในแบบฉบับของ Blair Singer
1. สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในการเริ่มต้นธุรกิจ คือ
          1. ขาดกระแสเงินสด
          2. ขาดทักษะทางธุรกิจ

2. ถ้าคุณมีทักษะทางธุรกิจ คุณสร้างเงินได้ แต่ถ้าคุณมีเงิน แต่ไม่มีทักษะทางธุรกิจ เงินคุณจะหมดไปในไม่ช้า

3. เจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องมีทักษะทางธุรกิจ 4 อย่างที่สำคัญที่สุด คือ
          1. การขาย
          2.การบัญชี
          3.การลงทุน
          4.การเป็นผู้นำ

4. จากการวิจัยพบว่า มหาเศรษฐีในอเมริกาก่อนประสบความสำเร็จ ต้องผ่านการล้มเหลวเฉลี่ย 17 ครั้งในชีวิต

5. การทำธุรกิจมันง่าย แต่การบริหารจัดการคน ให้ทำงานร่วมกันเป็นทีม และทำในสิ่งที่เราต้องการยากที่สุด

6. ยุคนี้ โลกต้องการนายตัวเอง คนที่สร้างธุรกิจ สร้างงาน มากกว่าต้องการคนที่หางานทำ เพื่อความมั่นคง

7. อาวุธลับที่ทำให้ทีมขึ้นเป็นแชมเปี้ยนทุกครั้ง และคุณสามารถสร้างได้เช่นกัน ก็คือ “กฎแห่งเกียรติยศ”

8. กฎแห่งเกียรติยศ เป็นกฎง่ายๆ เพื่อให้สมาชิกในทีมทุกคนรู้ว่า เมื่อมีเหตุการณ์ใด เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทุกคนในทีมจะรับมือกับสถานการณ์นั้นอย่างไรแบบ อัตโนมัติ

9. สิ่งที่ส่งเสริมให้ กฎแห่งเกียรติยศ สัมฤทธิ์ผลอย่างยอดเยี่ยม คือ วินัยที่เคร่งครัดในทีม เมื่อไหร่ทีมคุณมีวินัยที่ฝังลึกในสายเลือดและจิตใต้สำนึก กฎนี้จะสร้างความเชื่อมั่น สร้างพลัง สร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้กับทีม

10. ถ้าคุณต้องการสร้างทีมให้เป็นแชมเปี้ยน คุณต้องสร้างความแตกต่างให้เห็นได้ชัดเจนที่สุด ระหว่างคำว่า ดี กับ ดีเยี่ยม!

11. อุปสรรคที่คุณเจอ มันไม่ได้ตัวใหญ่ขึ้น คุณต่างหากที่ตัวใหญ่ขึ้น เก๋าเกมส์มากขึ้น จนปัญหามันเล็กนิดเดียว

12. คุณจะประสบความสำเร็จทั้ง การเงิน การงาน ความรัก ชีวิตส่วนตัว และดึงดูดคนเก่งเข้าร่วมทีม ถ้าคุณรู้จัก วิธีการสร้าง รักษา ป้องกัน — กฎแห่งเกียรติยศ

13. สิ่งที่ทำให้ เจ้าของธุรกิจ แตกต่างจาก คนทำธุรกิจตัวคนเดียว คือ ความสามารถในการสร้างทีมที่ยิ่งใหญ่

14. ตัวคนเดียว คุณออกแรงเต็ม 100 = 100 แต่ถ้าคุณมีทีมงานหนึ่งร้อย ออกแรงเต็ม 100 = 10000 (พลังทวี)

15. การวิ่งผลัด ไม่ว่าทีมคุณจะฝึกซ้อมมาดีแค่ไหน ผลสุดท้ายตัดสินกันที่เส้นชัย ด้วยภาพสโลโมชั่น 1 วินาที ทีมใครเข้าก่อนชนะ (ก่อนคุณเล่นเกมส์ ควรศึกษากติกาของเกมส์ให้ดีก่อน)

16. ถ้าคุณไม่มีกฎอย่างชัดเจนในทีม ทุกคนในทีมจะสร้างกฎของตัวเอง และนั่นนำมาซึ่งความหายนะและความขัดแย้ง

17. กฎแห่งเกียรติยศ ของผม (แบลร์ ซิงเกอร์) คือ ทำทุกอย่างเพื่อช่วยให้ทุกคนในทีมชนะ กฎแห่งเกียรติยศ ทีมคุณ คือ……….?

18. กฎแห่งเกียรติยศ จะทำให้ทุกๆคนที่ยึดมั่น สามารถดึงสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเองออกมาได้

19. ผู้ร่วมทีมที่ดี จะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ ผู้ร่วมทีมที่ดีดูจาก ความสามารถ ความต้องการ ความพร้อมในการปฏิบัติตาม กฎแห่งเกียรติยศ

20. กฎแห่งเกียรติยศ ในทีมคุณจะช่วยให้คนที่ยังไม่เข้าร่วมทีม ตัดสินใจได้ว่ากลุ่มของคุณเป็นกลุ่มที่เขาต้องการหรือไม่ ส่วนคนที่อยู่ในทีม กฎนี้จะช่วยให้เขาตัดสินใจว่า เขาต้องการอยู่ต่อหรือไม่

21. ทีมที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีแค่เป้าหมายเดียวกัน ทีมที่ยิ่งใหญ่ คือ ทีมที่มุ่งมั่นทำงานร่วมกัน เพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

22. การทำงานเป็นทีม ต้องให้ความสำคัญกับ 3 สิ่ง เรียงลำดับ ดังต่อไปนี้
          - ภารกิจของทีม สำคัญอันดับ 1
          - ความต้องการของทีม สำคัญอันดับ 2
          - ความต้องการส่วนตัว สำคัญอันดับ 3

โปรดติดตามในตอนต่อไป...


Credit : blairsinger.com/ ที่มา : leaderwings.co
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ระเบิดพลังสมอง สร้างองค์กร คิดสร้างสรรค์



          อยากจะเป็นองค์กรสร้างสรรค์ สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม คิดค้นบริการที่มีมูลค่า มีพนักงานที่ครีเอทสุด ๆ ไม่ใช่เรื่องยาก สร้าง “ระบบ” ทั้งองค์กร เพื่อให้เป็น “องค์กรสร้างสรรค์” หรือที่เรียกว่า Creative Organization Development : COD ก่อน แล้วไอเดียเจ๋ง ๆ จะเกิด และทำได้จริง !

          ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท 37.5 องศาเซลเซียสและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ แนะนำว่ามี 3 กระบวนท่า “Creative Thinking เป็นเหมือนการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์สร้างสรรค์ให้กับพนักงาน พวกเขาจะมีโอกาสฝึกฝนการคิดนอกกรอบ สามารถดัดความคิดหลุดโลก ให้นำมาใช้งานได้จริง ส่วน Creative Leadership เป็นวิธีช่วยให้หัวหน้างานมีทักษะในการกระตุ้นลูกน้องให้คิดสร้างสรรค์ เรียกว่าเป็นคนรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ให้ความคิดสร้างสรรค์ของ ลูกน้องเติบโตงอกงาม ไม่ใช่เป็น “ผู้ตัดตอน” ขณะที่ Creative Process เป็นการวางระบบขององค์กรเพื่อนำความคิดสร้างสรรค์ไปสู่การลงมือทำจริง” ศรัณย์กล่าว

          ในองค์กรสร้างสรรค์ บทบาทของหัวหน้าและลูกน้อง จึงสนับสนุนส่งเสริมศักยภาพการคิดซึ่งกันและกัน ไม่ใช่พนักงานเป็น เสมือนกบ มีหัวหน้าเป็นเหมือนกะลาครอบอยู่ ขณะที่องค์กรเองก็สร้างระบบ และบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการคิดสร้างสรรค์ ส่วนการจะงัดแงะให้เกิดไอเดียที่สร้างสรรค์นั้น ศรัณย์บอกว่า หลักใหญ่ ๆ คือ การปรับมุมมองของคน (Mind Set) การสร้างความรู้สึก (Mood) การสร้างกระบวนการ (Mechanics) และวิธีสร้างให้องค์กรอยู่อย่างยั่งยืน (Momentum) เช่น ถ้าให้แต่ละคนคิด ไอเดียใหม่ ๆ แค่เริ่มต้น ก็คงมีเสียงบ่นว่า ไม่ใช่คนครีเอท ก็ต้องปรับมุมมอง ชี้ให้เห็นว่า เรื่องของความคิดสร้างสรรค์ “ไม่เกี่ยว” กับไอคิว ส่วนการ สร้างความรู้สึก (Mood) เพื่อปลุกความคิดสร้างสรรค์ที่หลับให้ตื่น ศรัณย์แนะนำให้ทำแบบเด็กช่างสงสัย ไล่ถามไปเรื่อย ๆ เมื่อความคิดเริ่มทะลุผลิดอกแตกยอดออกมา ศรัณย์อธิบายว่า ช่วงนี้อาจจะได้ความคิดที่ทั้งบรรเจิดและหลุดโลก ใช้ได้บ้าง ใช้ไม่ได้บ้าง ซึ่งเรียกว่า การคิดค้น (Divergent Thinking) ก็ต้องนำมาผ่านระบบกรอง ด้วยการคิดควบหรือ Convergent Thinking อีกที ขั้นตอนนี้เรียกว่า Mechanics “Divergent Thinking คือ การคิดอย่างอิสระ เน้นปริมาณมาก ๆ ไม่สนใจว่าผิดหรือถูก มุ่งหาความคิดหลุดโลก และเราจะพบว่าไอเดียหลัง ๆ จะแปลกกว่าไอเดียแรก ๆ” ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านความคิดสร้างสรรค์รายนี้ให้เคล็ดว่า ถ้าอยากได้ความคิดใหม่ๆ ต้องคิดออกมาให้มากๆ ปล่อยความคิดแรกๆ ให้ออกมาก่อน เพื่อให้ได้ “ความคิดใหม่” ในตอนหลัง

          ส่วนใครที่ยังคง “ตัน” อาจจะเริ่ม “ทะลวง” กรอบด้วยการตั้งคำถามกับตัวเอง ทำแบบนี้ได้ไหม ปฏิเสธสิ่งที่รู้อยู่ก่อน คิดให้หลุดโลกไปเลย แล้วค่อยหาวิธีดึงกลับมาให้อยู่ในกรอบขององค์กร “ในขั้นของ Convergent Thinking จะเป็นการคิดให้รอบคอบ มีเหตุผล คิดให้ตรงกับวัตถุประสงค์ คิดแบบปรับปรุง แต่ยังคงความแปลกใหม่ เพื่อเลือกไอเดียที่ดีที่สุด” ศรัณย์เพิ่มเติม

          เมื่อได้ความคิดสร้างสรรค์แล้ว ก็ต้องสร้าง Momentum หรือความต่อเนื่องในการคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในองค์กร ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับหัวหน้า ผู้บริหาร ที่ต้องมีลักษณะของ Creative Leadership สไตล์ผู้บริหารแบบ Creative Leadership อาจมีแปลกแหวกแนวบ้าง เช่น รับคนทำงานที่คิดไม่เหมือนเรา เพื่อให้ได้มุมที่ต่าง หรือใช้การสัมภาษณ์พนักงานเพื่อหาความคิดใหม่ ๆ “แค่ถามว่า คุณจะทำอะไรใหม่ ๆ ให้เรา”

          Creative leadership ยังต้องมีลักษณะ อยากรู้อยากเห็น ยื้อ อึด เพราะบางครั้งอาจจะยังไม่ได้ไอเดียที่ต้องการ และยังต้องถ่อมตัว ให้คำแนะนำที่สร้างสรรค์แก่ลูกน้อง “สิ่งที่ทำให้เกิดโมเมนตัม คือ การให้คำติชมที่สร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นกรณีที่ลูกน้องเสนอไอเดียมา ต้องชื่นชม คุณคิดได้ไง ไอเดียดีแล้ว เราจะนำไปทำหรือให้ไปคิดต่อ” ศรัณย์แนะนำ

          ในส่วนขององค์กร ซึ่งจะต้องสร้างระบบเพื่อรองรับไอเดียใหม่ ๆ หรือสร้าง Creative System นั้น แน่นอนว่า จะต้องมีทั้งบรรยากาศ และระบบการบริหาร ศรัณย์บอกว่า องค์กรที่สร้างสรรค์ ควรมี job description ให้พนักงาน ต้องมีไอเดียใหม่ ๆ มาเสนอ แม้จะทำให้เกิด “ตลาดมืด” ซื้อขายแลกเปลี่ยนไอเดียในหมู่พนักงาน แต่ถ้าพนักงานคุยกันเรื่องความคิดสร้างสรรค์ คุยกันไป คุยกันมา ก็จะได้ความคิดใหม่ ๆ ถือเป็นบรรยากาศที่ดี

          การสร้างระบบนี้ เขาแนะนำว่า ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย อาจจะส่งตัวแทนเพื่อเป็นคณะกรรมการสร้างสรรค์ และเป็นคณะทำงานที่จะผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ข้ามฝ่ายข้ามแผนกขึ้น หรืออาจจะเริ่มต้นโดยนำร่องในบางแผนก บริษัทจัดหาคนที่จะเป็นโค้ชให้ ถือเป็นแคมเปญที่สร้างสีสัน ความตื่นตัว ให้ทุกคนในองค์กรได้มีเวทีแสดงความคิดแปลกใหม่ของตัวเอง

          นอกจากระบบแล้ว บรรยากาศก็ต้องใช่ เช่น การเปลี่ยนบทบาท ฝ่ายบริหารมาให้บริการฝ่ายพนักงานบ้าง ความเสมอภาคนี้จะทำให้พนักงานกล้าคิด หรืออาจจะจัดให้มีวาระว่าด้วยเรื่องความผิดพลาด ให้มาคุยกัน ใครทำอะไรพลาดไป จะได้แก้ไข ศรัณย์ยังแนะนำว่า ควรให้รางวัลกับทุกไอเดีย แต่ต้องไม่ใช่ตัวเงิน โดยจากการสำรวจ พนักงานส่วนใหญ่ต้องการให้ตนเองเป็นที่รับรู้ของคนอื่น ๆ และต้องการได้รับความชื่นชมจากคนอื่น “เงินไม่ควรใช้เป็นรางวัลสำหรับการคิดสร้างสรรค์ เพราะถ้าคนอยากได้เงินมาก ก็จะทำให้ความคิดสร้างสรรค์หด และเงินยังทำให้เกิดความปั่นป่วน เพราะแต่ละคนย่อมต้องมองว่าไอเดียของตนเองดี”

          “รางวัล” ที่สร้างสรรค์อาจจะเป็นรูปแบบการจัดพาเหรด เพื่อประกาศว่า พนักงานคนนั้น ๆ คือผู้คิดค้นไอเดีย มีบริการแม่บ้านไปทำความสะอาดบ้านให้พนักงาน ให้ที่จอดรถพิเศษ “หรือถ้าใครมีไอเดีย ก็จะมีหวอ ดังขึ้น ตรงนั้นที ตรงนี้ที เท่ดีไม่หยอก”

          COD อาจจะยังใหม่สำหรับคนไทย แต่ศรัณย์เชื่อว่า น่าจะเหมาะสำหรับวัฒนธรรมตะวันออกอย่างประเทศของเราที่มีระบบอาวุโส ความเกรงใจ ไม่กล้าแสดงออก หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เพราะ COD จะทำให้การแสดงความคิดใหม่ ๆ เป็นเรื่องสนุก ได้รับการยอมรับจากองค์กร ที่สำคัญไอเดียสร้างสรรค์ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นไอเดียใหม่ ๆ หรือได้เงินล้าน แต่พอเกิดไอเดียที่ดีจริง ผู้บริหารก็นั่งตีขิมได้ หรืออย่างน้อยคงดีกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมเลย


ที่มา : www.bangkokbiznews.com
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ชีวิตการทำงาน สิ่งสำคัญคือทีม



            ร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม ได้พูดถึงการทำงานในยุคนี้ ไว้ว่า บุคคลจำเป็นยิ่งที่ต้องทำงานแบบเชิงรุก (Proactive) มิใช่ทำงานแบบเชิงรับ (Reactive) เหมือนยุคก่อนอีกต่อไป นอกจากต้องมีวิสัยทัศน์ คือ รู้จักคิดกว้าง ไกล กลม กลับ ก่อ แล้ว ยังจำเป็นที่สุดที่ต้องร่วมด้วยช่วยกันทำ เรียกว่า ทำงานเป็นทีม หรือ Team Work

            ความหมายง่ายๆ ของการทำงานเป็นทีม ก็คือ คนจำนวนหนึ่ง โดยปกติ คือ 6 -10 คน หรืออย่างมากสุด ต้องไม่เกิน 25 คน ซึ่งมีทักษะความสามารถที่ต่างกันไป แล้วตกลงใจมาทำงานร่วมกัน โดยจัดสรรตำแหน่งหน้าที่ให้ลงตัวตามความถนัดของแต่ละบุคคล เพื่อจะบรรลุสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้ร่วมกันตั้งไว้

TEAM ย่อมาจากคำสี่คำ
T ย่อมาจากคำว่า Together
E ย่อมาจากคำว่า Everyone
A ย่อมาจากคำว่า Achievement
M ย่อมาจากคำว่า More
รวมแล้วได้ความหมายว่า Together Everyone Achievement More ซึ่งคล้องกับอีกคำกล่าวที่ฝรั่งว่าไว้ อย่างน่าสนใจและควรจดจำ นำไปเป็นข้อคิดในการทำงานได้ด้วย

One Person can do much
People in unison can do more
Together we can make a big difference

แปลเป็นไทยได้ว่า
คน ๆ หนึ่ง สามารถทำงานได้มากมาย
ร่วมด้วยช่วยกันทำ สามารถได้งานมากขึ้น
ทำเป็นทีมงาน สามารถสร้างนวัตกรรม ใหม่ ๆ ได้ประจำ ๆ

          ดังนั้นในชีวิตการทำงาน ทีมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการทำงานเป็นทีมย่อมจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้ดีกว่าการทำงานเพียงคนเดียว และทีมที่ดีนั้น แน่นอน ต้องมีผู้นำกลุ่ม หรือที่เรียกว่า (Team Leader) มีผู้บันทึกการประชุม (Team Recorder) ผู้กำหนดเวลา (Time Timer) ผู้กำกับการประชุม (Team Gatekeeper) ผู้ชอบมีความคิดเห็นต่างกัน (Time Devil’s Advocate) ผู้ให้กำลังใจ (Team Encourager) และผู้อำนวยความสะดวก (Team Resource Holder)

          หลายคนอาจคิดว่า คนที่สำคัญที่สุดคือผู้นำกลุ่ม และอยากจะให้ตัวเองได้เป็นผู้นำกลุ่มกับเขาบ้าง ในขณะที่ผู้ชอบมีความคิดเห็นต่างกลับถูกมองเป็นตัวปัญหา หากแต่ในความเป็นจริง ทุกบทบาทในทีมล้วนมีความสำคัญต่อทีมทั้งสิ้น การจะเป็นทีมที่สมบูรณ์ทุกคนในทีมต้องรู้ตำแหน่งของตนและทำตามบทบาทของตนให้ ประสานสอดรับกับตำแหน่งหน้าที่อื่น ๆ ทีมจึงจะสามารถเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว และมั่นคง


ที่มา : jobsdb.com
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วิวัฒนาการหลายแนวคิดของ CSR



          CSR เป็นคำที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในสังคมไทยในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา และเข้าใจกันโดยทั่วไปว่าคือการ “ทำบุญ” ของธุรกิจ อย่างไรก็ดี หากเจาะลึกลงไปแล้วก็จะพบว่า CSR นั้นมีหลายแนวคิดด้วยกัน

CSR (Corporate Social Responsibility) เป็นที่เริ่มรู้จักกันในโลกตะวันตกตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 เมื่อผู้นำทางความคิดของโลกชี้ให้เห็นว่า มิใช่เพียงผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของธุรกิจเท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบธุรกิจไม่ว่าประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว หากแท้จริงแล้วยังมีผู้อื่นอีกซึ่งเรียกรวมกันว่า “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” (stakeholders) เกี่ยวพันอยู่ด้วย ซึ่งได้แก่ พนักงาน ผู้ขายวัตถุดิบ ผู้จัดส่งสินค้า ชุมชน สังคม ฯลฯ คนเหล่านี้ล้วนมีชะตากรรมร่วมกับองค์กรอย่างแยกไม่ออก

เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ ธุรกิจจึงไม่อาจให้ความสนใจเฉพาะแค่ผู้ถือหุ้นเท่านั้น จำเป็นต้องมองออกไปกว้างกว่าเดิม ดังนั้น การคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบธุรกิจ ความจริงที่สำคัญก็คือ การอยู่รอดในระยะยาวของธุรกิจต้องพึ่งพิงซึ่งกันและกันโดยสร้างสภาวการณ์ win-win ขึ้น

หนังสือที่เขียนโดย R. Edward Freeman ชื่อ Strategic Management: A Stakeholder Approach ในปี 1984 มีอิทธิพลต่อความคิดในเรื่องผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและการคำนึงถึงกำไรในระยะยาวจนวลี “doing well by doing good” (อยู่ได้ดีด้วยการทำดี) เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย และ CSR มีรากมาจากแนวคิดนี้

อย่างไรก็ดี CSR มีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลานับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 จนถึงปัจจุบัน ถ้าจะสรุป ก็มีไม่ต่ำกว่า 3 แนวคิดหรือเวอร์ชั่นดังนี้

(1) CSR เวอร์ชั่น 1.0 เป็น CSR ที่เรารู้จักกันทั่วไป คือ ความมีใจเป็นกุศล ความมีจิตอาสาและจิตสาธารณะของธุรกิจ เรามักเห็นการบริจาคหรือการทำโครงการสาธารณกุศลต่างๆ ของเอกชนซึ่งเป็นพื้นฐานของเวอร์ชั่นนี้ เวอร์ชั่น 1.0 คือการพยายามทำดีเพื่อหวังผลตอบแทนหรืออาจไม่หวังผลตอบแทนในระยะสั้น หรือทำการกุศลด้วยการตระหนักถึงการได้รับกำไรในระยะยาว ตลอดจนการอยู่รอดร่วมกันขององค์กรและสังคม


CSR เวอร์ชั่นอื่นๆ อ่านต่อคลิ๊ก
 UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ADT โรคสมาธิสั้นของคนทำงาน



คุณรู้ว่าคุณมีความสามารถ แต่ทำงานออกมาให้ดีไม่ได้? 
คุณขาดความรู้สึกอยากทำงานที่ดี คุณเฉื่อยชา และเริ่มทำงานพลาดบ่อยครั้ง? คุณรู้ไหมว่าคุณอาจกำลังทุกข์ทรมานกับโรค ADT?

          เมื่อเรามีงานที่เร่งด่วนเข้ามาเรื่อยๆ เราก็มักจะรับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้นโดยไม่บ่นไม่โวยวายและ ก้มหน้าก้มตาทำงานให้สำเร็จ โดยที่ไม่มีกำลัง และเวลาเพียงพอ ทำให้คุณต้องเร่งทำงานให้เร็วขึ้น และทำหลายๆอย่างพร้อมกัน อย่างลวกๆบ่อยๆครั้ง ถ้าเป็นเช่นนั้นจงสังเกตุตนเองว่าคุณอาจเป็นโรคนี้ซะแล้ว 

ADT คือ อาการของบุคคลที่มีนิสัยคล้ายคนสมาธิสั้น สาเหตุเริ่มมาจากสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ดีของคุณ ทำให้สมองตอบสนองต่อความต้องการของงานที่ต้องเสร็จเร็ว และเริ่มละเลยประสิทธิภาพของงาน

เมื่อเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ สมองของคุณจะค่อยๆสูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และทำงานอย่างละเอียด อาจจะทำงานที่เร็วแต่ไม่ละเอียด และเริ่มทำช้าลงเพราะไม่อยากทำงานลวกๆ แต่ก็ช่วยไม่ได้ ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็ลดลง ทำงานผิดพลาดมากขึ้น แก้งานไม่จบไม่สิ้น จนสุดท้าย คุณจะรู้สึกเหนื่อย ทนไม่ไหวอีกต่อไป และอยากหนี

เนื่องจากวงจรการทำงานที่ไม่ดี เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ความฉลาดและอารมณ์ของคุณจะถูกกัดเซาะไปเรื่อยๆ จนเมื่อรู้ตัวอีกที ความสารมรถและสติปัณญาของคุณก็ถอยหลังกลับเข้าถ้ำไปเสียแล้ว

เมื่อคุณกำลังทุกข์กับ ADT คุณจะ :
- คุณรู้ว่าคุณสามารถชิ้นนี้ได้ดีมากๆ แต่...คุณไม่ทำ
- คุณไม่สามารถมีสมาธิอยู่กับงานเดียวได้นาน หรือจริงจังจนงานจบ
- แม้คุณรู้ว่าคุณทำงานนี้ได้ แต่คุณกลับทำงานออกมาได้น้อย และเป็นไม่อย่างเชื่องช้า
- ความคิดสร้างสรรค์ของคุณหายไป ไม่กระตือรืล้น
- คุณไม่แสดงออกแต่ภายในหัว มีความคิดวุ่นวายตลอดเวลา
- คุณใช่เวลาทำงานนานกว่าปกติ แต่งานไม่ค่อยเสร็จ ทำได้น้อย
- คุณเริ่มไม่ดูแลสุขภาพของตัวเอง ไม่สนใจที่จะทำให้สุขภาพดีขึ้น ช่างมัน


แล้วจะทำอย่างไรดี ?
 UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เทคนิคการจัดการสร้างทีมงานที่มีคุณภาพ (ตอนจบ)


หลังจากทราบขั้นตอนแรกไปแล้ว เรามาวิเคราะห์กระบวนการทำงาน ใน ขั้นตอนที่ 2 ต่อกันครับ

ขั้นตอนที่ 2 
การวิเคราะห์กระบวนการทำงาน
          ขั้นตอนนี้เป็นการวิเคราะห์กระบวนว่ามีเป้าหมายย่อย ที่สามารถสนองเป้าหมายองค์กรหรือไม่? การดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายนั้น มีปัจจัยมากมายที่ส่งผลต่อความสำเร็จ แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดได้แก่พันธสัญญาของทีมผู้บริหาร ทีมผู้บริหารนั้นประกอบด้วยฝ่ายต่างๆ และหน่วยธุรกิจที่หลากหลาย การสร้างทีมเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวัง สมาชิกในทีมนั้นจำเป็นต้องมีความเกี่ยวของอย่างแท้จริง เป้าหมาย, บทบาท, และหน้าที่ของทีมอย่างแท้จริง การวางแผนทีมนั้นควรมีเป้าหมายที่ชัดเจน และเป้าหมายนั้นควรเป็นเป้าหมายระยะสั้น ซึ่งอย่างนั้นต้องใช้เวลา 6 เดือนขึ้นไป ขั้นตอนต่อมาเป็นการนำบริหารกลยุทธ์มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมองระบบการบริหารทั้งระบบขององค์กร โดยมุ่งเน้นทั้งกระบวนการทำงาน และระบบสนับสนุนภายในองค์กร

- การพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นผู้นำจะต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ทั้งของตนเอง และผู้อื่น
- ขจัด และปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรที่ซ้ำซ้อน และบริหารการเปลี่ยนแปลง
- กำหนดวิสัยทัศน์ และภาระกิจที่ชัดเจนเพื่อตอบสนองความต้องการทั้งลูกค้า, ซัพพลายเออร์, องค์กร, และผู้ถือหุ้น
          การวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) จะช่วยให้บุคคลในองค์มองให้ภาพรวม นอกจากจะช่วยต่อการเข้าใจต่อบทบาท หน้าที่ของตนเองแล้ว ยิ่งไปกว่ายังช่วยให้บุคลากรรู้ว่าตนนั้นอยู่ตำแหน่งใดขององค์กร และสิ่งที่ตนได้ปฏิบัติอยู่นั้นส่งผลต่อองค์กรในแง่มุมได้ซึ่งให้เขาเหล่านั้นพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพราะแผนกลยุทธ์นี้จะเชื่อมโยงสู่แผนการทำงาน ซึ่งแผนที่ได้มานั้นเชื่อมสู่กระบวนการตัดสินใจ และการบริหาร และพัฒนากระบวนการทำงานในที่สุด เครื่องมือบริหารอย่าง Balance Score Card เป็นเครื่องบริหารชนิดหนึ่ง ที่ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยในการกำหนดกลยุทธ์ และช่วยเรามองเห็นภาพรวมขององค์กร โดยเฉพาะการกำหนดเป้าตามมุมมองธุรกิจทั้ง 4 ตัวได้ แก่มุมมองทางการเงิน, มุมมองลูกค้า, มุมมองการจัดการกระบวนการภายใน และ มุมมองเรื่องการเรียนรู้ และเติบโต ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างทีมที่คุณภาพที่มีศักยภาพ และง่ายขึ้น

 UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก