วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ภาวะผู้นำ (Leadership)



          “ผู้นำที่แท้จริงคือผู้นำที่มีผู้ศรัทธาอยากที่จะเดินตาม” คำกล่าวข้างต้นนั้นเป็นความจริงที่คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธเพราะการจะเป็น “ผู้นำ” คนนั้น มิใช่นึกอยากจะเป็นก็ลุกขึ้นมาประกาศตัวเองแล้วหวังว่าจะมีคนมาเดินตาม เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นน่าจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนแล้วล่ะครับ เคยสังเกตกันบ้างมั้ยครับว่าทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นในองค์กร ระดับประเทศหรือระดับโลก ผู้คนมักจะสงบนิ่งอยู่ก่อนเพื่อเฝ้ามองและดูท่าทีของผู้นำคนใหม่ว่าจะมีพฤติกรรมหรือความคิดความอ่านเป็นเช่นใด จะเข้ามาทำการเปลี่ยนแปลงแบบ “หน้ามือเป็นหลังมือ” หรือแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” ผู้นำบางคนมีบุคลิก

         “โฉ่งฉ่าง” บางคนมาแบบ “น้ำนิ่งไหลลึก” บางคนมีลีลา “ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว” แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม พอเวลาผ่านไปได้สักระยะหนึ่ง สภาพความเป็นตัวตนที่แท้จริงของผู้นำนั้นๆ ก็จะปรากฏออกมาให้สาธารณชนได้เห็น จะเห็นดีเห็นงามด้วยหรือไม่ บางครั้งมันก็ขึ้นอยู่กับวิธีการของผู้นำคนนั้นๆ ผู้นำบางคนถึงกับไม่แน่ใจในสภาพที่แท้จริงของตนเอง จึงต้องจ้างมืออาชีพเข้ามาสร้างหรือบางครั้งถึงขั้นกอบกู้ “ภาพลักษณ์” ของตนเองให้ดูดี ดูเด่นเพื่อให้เป็นที่ยอมรับต่อไป

          ความเข้าใจเรื่อง “ภาวะผู้นำ” ของผู้คนในสังคมทุกวันนี้ยังไม่เข้าใจกันถ่องแท้นัก เพราะบางครั้งพากันเข้าใจไปว่าใครก็ตามที่ได้รับแต่งตั้งมีตำแหน่งเป็นนั่นเป็นนี่ ซึ่งอาจจะพอเรียกได้ว่าเป็น “ผู้บริหาร” เท่านั้น แต่ถ้าเป็นผู้บริหารที่ปราศจาก “ภาวะผู้นำ” ผู้บริหารนั้นก็มิใช่ “ผู้นำ” ในขณะที่คนบางคนมี “ภาวะผู้นำ” แต่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง เขาจึงไม่ได้เป็น “ผู้บริหาร” แต่ถ้าใครก็ตามได้รับแต่งตั้งเป็น “ผู้บริหาร” และมี “ภาวะผู้นำ” ด้วย นั่นแหล่ะ จึงจะเรียกได้ว่าเป็น “ผู้นำ” อย่างแท้จริง

          ดังนั้นเราจึงควรมาทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า “ผู้นำ” นั้นย่อมหมายถึงคนที่มีอิทธิพลชักนำหรือโน้มน้าวให้คนอื่นเกิดความศรัทธาอยากที่จะทำตาม เพราะเขาสามารถที่จะกำจิตใจของลูกน้องไว้ได้ และมีศิลปะจูงใจให้ลูกน้องปฏิบัติตามความประสงค์ด้วยความเต็มใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีข้อแม้จนบรรลุภารกิจ ผู้นำจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพนับถือ ศรัทธา รักและยำเกรง จนเป็นศูนย์รวมแห่งพลังของคนในองค์กร เขาจึงเป็นดุจดวงประทีปของหน่วยงาน เป็นสัญลักษณ์และหลักชัยในการดำเนินงาน โดยมีคุณสมบัติที่คนมี “ภาวะผู้นำ” (Leadership) พึงมีดังนี้ คือ

L = Lively เป็นบุคคลที่มีชีวิตชีวา ใครเข้าใกล้ก็จะรู้สึกอบอุ่น เต็มเปี่ยมไปด้วยอัธยาศัยไมตรี บุคคลประเภทนี้มักจะรู้จักบริหารเวลาทั้งกับหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัว และถ้าหากมีความสุขกับการทำงานด้วยแล้ว ความสดใส ความมีชีวิตชีวาจะบังเกิดมากยิ่งขึ้นจนเป็นที่ประจักษ์

E = Encourage รู้จักบำรุงน้ำใจผู้คนโดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา หากมีอะไรส่งเสริมสนับสนุนได้ เขาจะไม่รั้งรอที่จะกระทำทันที

A = Active เป็นผู้ที่มีความคล่องแคล่ว กระตือรือร้น แสวงหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา ทำให้บรรยากาศในที่ทำงานกระฉับกระเฉงกระชุ่มกระชวย

D = Decisive มีความกล้าหาญในการตัดสินใจและมีความเด็ดขาด เนื่องจากมีความรู้ มีประสบการณ์และข้อมูลแน่นหนาในการตัดสินใจ

E = Endurance มีความอดทนอดกลั้นต่อปัญหาที่รุมเร้าเข้ามาในทุกรูปแบบ ทั้งเรื่องการบริหารงานและบริหารคน

R = Responsible มีความรับผิดชอบต่อภารกิจทุกอย่างที่เกิดขึ้นในองค์กร ทั้งจากการกระทำของตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชา

S = Smart มีความเฉลียวฉลาด สง่างามในทุกท่วงท่า อิริยาบถ ทั้งความคิดและการกระทำ

H = Healthy มีสุขภาพทั้งกายและจิตใจดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องรู้จักการผ่อนคลายและกำจัดความเครียดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

I = Informative มีความสนใจและติดตามข้อมูลข่าวสาร ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร

P = Polite มีความสุภาพอ่อนโยน อ่อนน้อมถ่อมตนจนเป็นที่เลื่องลือและยอมรับของทุกฝ่าย

          จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการเป็น “ผู้นำ” ที่มี “ภาวะผู้นำ” เท่านั้น ยังมีองค์ประกอบหรือปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่จะต้องศึกษาและเรียนรู้ อาทิ การเข้าใจในธรรมชาติของคน ศิลปะการตำหนิ วัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมท้องถิ่น การคิดในเชิงบวกและสร้างสรรค์

          แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุดที่น่าจะพึงตระหนักก็คือ บางครั้ง “ผู้นำ” อาจจะไม่ต้องเก่งหมดทุกเรื่องก็ได้ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะรู้สึกว่าตนไม่ได้มีโอกาสที่จะได้แสดงความสามารถอะไรบ้างเลย เพราะ “ผู้นำ” รู้ไปหมดเสียทุกเรื่อง ดังนั้นคำสอนของผู้ใหญ่จึงมักเตือน “ผู้นำ” ว่า “การแกล้งทำเป็นโง่นั้น บางครั้งเป็นความฉลาดที่สุด” แต่คนโบราณก็ยังคงสอนลูกหลานกำกับไว้อีกด้วยนะครับว่า “โง่ไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก โง่มากๆ ก็ยากที่จะเป็นใหญ่”

โดย อาจารย์สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 
อ้างอิง : smartsme.tv

UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ไอเดียความคิดสร้างสรรค์มาจากไหนได้บ้าง



          ความคิดสร้างสรรค์คือการเชื่อมโยงสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันให้เข้ามาเกี่ยวข้องกัน หรือขยายความเกี่ยวข้องนั้นให้กว้างไกลยิ่งขึ้น หรืออาจพูดว่าอาจเป็นการมองสิ่งหนึ่งในอีกมุมมองหนึ่ง เมื่อทำแล้วก็จะได้สิ่งใหม่ที่ดีกว่า หรือได้สิ่งใหม่ที่เสริมสิ่งเดิมให้มีค่ามากขึ้น วันนี้ก็เอามาให้เป็นหลักยึดสัก 6 ข้อ ที่อาจนำไปใช้ได้ในการทำงานประจำวันของหัวหน้างาน ท่านว่าลองเชื่อและปฏิบัติตามนี้ดูครับ..

1. อย่าคิดว่าหนทางที่ถูกมีเพียงวิธีเดียว
ไม่ว่าปัญหา หรือการหาทางออกของการทำงานใดๆ อย่าคิดว่ามันมีเพียงวิธีเดียว เมื่อไม่สามารถทำได้ตามนั้นก็มานั่งติดตันอยู่ แต่ต้องมองว่ามันคงมีทางอื่นอีกซีน่า คิดออกไปเรื่อยๆ ความเชื่อบวกกับการคิดอยู่เรื่อยๆก็ย่อมจะมองเห็นหนทางมากขึ้น

2. อย่าติดอยู่กับรูปแบบและประสบการณ์ดั้งเดิม
ต้องคิดปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ คงจำได้ สมัยก่อนนั้นตรา(ญี่ห้อ)ของเสื้อต้องอยู่ด้านในของปกเสื้อ และเป็นอย่างนั้นมานาน จะรู้ว่าเป็นตราอะไรก็ต้องรู้กันในหมู่ผู้ที่ใช้เสื้อญี่ห้อนั้นๆ ว่าให้สังเกตที่ปกบ้าง ให้สังเกตที่การเย็บกระดุมบ้าง แล้ววันดีคืนดีมีเสื้อของบริษัทหนึ่งเอาตราของเสื้อไว้นอกเสื้อ ที่ปกด้านนอกบ้าง ที่ด้านล่างของไหล่บ้างก็มีการทำอย่างนั้นออกมาเอาอย่างกันจนเป็นของธรรมดาไป หรืออย่างแปรงสีฟัน ตั้งแต่รูปแบบดั้งเดิมคือด้ามตรง ขนแปรงตรง ต่อมาก็มีการแตกหน่อออกไปที่ขนแปรงมีมากมายหลายลักษณะ แตกหน่อไปที่ด้ามก็ออกมาสารพัดรูปแบบ เพื่อให้ของตนเองแตกต่างกว่าและ (ให้เชื่อว่า) ดีกว่า ดังนั้นท่านหัวหน้างานครับ งานของท่านอาจมีรูปแบบที่ดีกว่านี้ก็ได้ลองคิดกันดูนะครับ

3. อย่ากลัวความผิดพลาด
อย่ากลัวว่าคนอื่นจะหาว่าโง่ คนคิดอะไรใหม่ๆ อาจ ถูกมองว่าเฟื่อง ไม่ต้องกลัว คิดไปเถอะ บางทีความคิดที่ถูกมองว่าเฟื่องนั่นนะกลับเป็นสิ่งที่ ถูกต้องก็ได้ ท่านที่อายุในช่วง 50-60 ปี คงจำภาพยนตร์เรื่องใต้ทะเล 20,000 โยชน์ ได้ คนเขียนหนังสือเรื่องนี้เป็นชาวฝรั่งเศส บอกว่ามีเรือดำน้ำลำหนึ่งดำน้ำได้นานมาก เขาให้ชื่อเรื่อว่า "นอติลุส" สมัยที่นักเขียนท่านนั้นเขียนหนังสือ อย่าว่าเรือดำน้ำเหล็กเลยหรือบนน้ำที่ทำด้วยเหล็กก็เก่งเหลือเกินแล้ว ก็มีการพูดกันว่านักเขียนท่านนี้เฟื่องไปแล้ว ต่อมาไม่กี่ทศวรรษปรากฏว่ามีเรือดำน้ำของอเมริกาที่มีสมรรถนะอย่างนั้นทุกประการเป็นเรือพลังงานนิวเคลียร์ แล้วก็ได้รับการตั้งชื่อว่า "นอติลุส" (NAUTILUS) เช่นกัน มีการพูดกันว่าอีกสัก 80-100 ปี การขึ้น ไปในอวกาศไม่ต้องใช้กระสวยอวกาศหรอก เขาขึ้นโดยลิฟท์ใครไม่เชื่ออยู่ต่อซิครับ อย่าเพิ่งเลิกหายใจ แล้วอาจะได้เห็น

4. ใช้คำถามอย่างฉลาดและแยบยล
ก็คำถามที่เรามีอยู่นี่แหละครับ.....อะไร.... เมื่อไหร่....ที่ไหน...อย่างไร...ใคร...แล้วถามต่อด้วยคำถามสุดท้ายว่า "ทำไมไม่..." ตัวอย่าง "ทำงานนี้อย่างไร" ก็ตอบไปว่า "ทำอย่างนี้แหละ" ถามต่อไปว่า "ทำไมไม่ทำวิธีการอื่นบ้างละ" ถ้าคำตอบที่ได้รับเป็นคำตอบตายตัว ฟังขึ้นก็แปลว่าโอ.เค. แต่ถ้าคำตอบไม่แน่ชัด หรืออาจมีคำตอบอื่นอีกก็แปลว่าพัฒนาให้เป็นสิ่งใหม่ได้ "ทำไมด้ามแปรงสีฟันต้องเป็น ด้ามตรงๆ " คำตอบก็คือ "ไม่รู้..ก็เห็นใครต่อใครเขาออกมาขายอย่างนั้น" ในกรณีนี้จะ เห็นได้ว่าคำตอบที่ได้รับไม่ตายตัว ไม่เด่นชัด ก็แปลว่าเราออกแปรงสีฟันตราใหม่ที่มี ด้ามหักงอได้

5. อย่าติดอยู่กับประสบการณ์ของตนเองให้มากนัก
เรื่องการยึดติดนะมีแน่แต่อย่าให้มากนัก เคยมีการให้ผู้เข้าสัมมนาต่อคำจากคำที่ยกมา เช่นยกคำว่า "ซอง" แล้วช่วยต่อให้มีความหมายซีว่าเป็นอะไร ก็ออกมามาก เช่นซองจดหมาย....ซองบุหรี่.....ซองปืน.....ท่านว่า คนที่ตอบต่างกันอย่างนี้มีอะไรอยู่ที่เป็นประสบการณ์ เอ้า..แล้วต่อคำว่า "แสง...." ซิครับ หลายท่านตอบออกมาว่าแสงเทียน แสงจันทร์ แสงอาทิตย์ แล้วโน่น คนนั่งหลังสุดหน้าแดงก่ำก็ตอบว่า "แสงโสม" แน่นอนว่าประสบการณ์ย่อมติดออกมา การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์นั้น ท่านต้องไม่ติดกับประสบการณ์ให้มากนักเพราะจะคิดอะไรไม่ออก

6. มองทุกอย่างให้เป็นระบบ
แปลว่าท่านต้องมองว่าอะไรที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้บ้างทั้งส่วนที่เป็นตัวประกอบ หรือปัจจัย และมีอะไรบ้างที่อยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการหรือเป็นตัวกระบวนการ และมีอะไรที่เป็นผลออกมาจากการทำงานนั้น หรือเรียกว่าผลผลิต แล้วเราก็ เข้าไปดูทีละตัว ถ้ากาแฟไม่อร่อย ตัวปัจจัยก็มีตัวกาแฟ นมเนย น้ำตาล ถ้วยกาแฟ (คนชงน่า จะไม่เกี่ยวนะครับ) วิธีการชงเป็นอย่างไร เอาน้ำตาลละลายกับน้ำก่อน เติมนมเป็นนมหวาน แล้วค่อยเติมกาแฟ อย่างนี้ดีไหม ในที่สุดเราก็จะพบว่ามีบางอย่างที่ทำให้กาแฟอร่อยขึ้นก็เลย ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ คือครีมที่ใส่ให้กาแฟมีรสหอม มันและอร่อยขึ้นโดยไม่มีกลิ่นและไม่ทำ ให้เพิ่มแกลอรี่ (นี่ก็ไปซื้อกาแฟที่บดแล้วของร้านกาแฟดังที่สุด ไปถามวิธีการชง ชื้อเครื่องปรุงมาครบ แต่มันก็ไม่อร่อยเท่าไปกินที่ร้าน มานึกว่า “อ้อ...เราไม่มีเครื่องชงนี่เอง ซื้อไม่ไหวครับราคามันสูงเหลือเกิน ขืนซื้อเครื่องชงกาแฟมา สงสัยจะเป็นโรคขาดอาหาร)


เครดิต : thaisp.org
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559

8 สิ่ง ช่วยปรับฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน


          เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า “ฮวงจุ้ย” เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่มีคนให้ความเชื่อถือกันอย่างแพร่หลาย มิใช่แต่เฉพาะคนไทย หรือคนไทยเชื้อสายจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้คนในหลายเชื้อชาติ และในขณะนี้ความนิยมการปรับฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน ยังได้แพร่หลายไปถึงประเทศแถบตะวันตกแล้วเป็นที่เรียบร้อย และเพื่อเป็นการเตรียมรับความมงคลและความโชคดีในการทำงานนี้ จัดโต๊ะกันใหม่สักนิดน่าจะเป็นการดี สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ จะทำให้คุณรู้สึกสดใส มั่นใจในการรับมือกับการงานที่หลากหลายมากขึ้น และอาจถึงขั้นเสริมให้คุณดวงดี เฮงเฮงขึ้นไป เรื่องนี้ไม่เชื่อ ก็อย่าลบหลู่นะคะ นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยเปลี่ยนบรรยากาศในที่ทำงานของคุณอีกด้วย


1. Wallpaper หน้าจอคอมพิวเตอร์
แน่นอนว่าหลาย ๆ คนชอบเปลี่ยนรูปหน้า Wallpaper เป็นรูปต่าง ๆ เชื่อหรือไม่ว่า การเปลี่ยน Wallpaper ของคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คคุณให้เป็นรูปน้ำไหลเอื่อย ๆ หรือเป็นรูปปลา จะช่วยให้ชีวิตการทำงานของคุณสงบ ไม่วุ่นวาย ไหลนิ่ง ไหลเย็นเหมือนสายน้ำกันเลยทีเดียว

2. นาฬิกาตั้งโต๊ะ
นาฬิกาตั้งโต๊ะ นอกจากมีไว้เพื่อบอกเวลาเข้า ออกงานของคุณแล้ว ในแง่ของฮวงจุ้ย ยังมีผลต่อความคิดและไอเดียของคุณอีกด้วย ลองหานาฬิกาที่เดินด้วยเข็มมาตั้งที่โต๊ะสักนิด รับรองว่าสมอง และความคิดของคุณจะโลดแล่นปรื้ดปร้าด จะต่อยอดไอเดีย ความคิดใด ๆ ไม่มีติดขัด แต่ไม่แนะนำนาฬิกาแบบดิจิตัลนะคะ และที่สำคัญ เมื่อใดที่ถ่านหมดต้องรีบเปลี่ยน อย่าปล่อยให้เข็มตายเป็นเวลานานนะคะ มันดูไม่เป็นมงคล

3. เต่าคริสตัล
ตามความเชื่อของคนโบราณ เต่า คือสัตว์มงคล ดังนั้น เพื่อเป็นการซึมซับพลังงานด้านบวกที่ไหลเวียนอยู่รอบ ๆ ตัวคุณ ลองหาเต่าที่ทำจากแก้วคริสตัลแวววาวตัวเล็ก ๆ มาวางบนโต๊ะทำงานสักนิด จะทำให้คุณมีพลังงานด้านบวกในการทำงานมากขึ้น

4. แก้วน้ำ และหิน
อีกวิธีการดูดซับพลังงานดี ๆ ไว้กับตัว เพื่อเสริมดวงในการทำงาน หาแก้วใบเล็กๆมาหนึ่งใบใส่น้ำสะอาดไว้แล้วตั้งบนโต๊ะ หรือถ้าจะให้ดี หาหินเก๋ ๆ หรือหินสีที่ถูกโฉลกกับคุณมาวางไว้ด้วยกันบนโต๊ะ ความโชคดีต่าง ๆ จะวิ่งมาหาคุณแบบไม่ขาดสาย หมั่นคอยเปลี่ยนน้ำในแก้วให้ใสอยู่ตลอด อย่าปล่อยให้ฝุ่นจับ หรือสกปรก แทนที่จะดูดพลังงานด้านดีมา อาจดึงดูดโชคร้ายมาแทนนะคะ

5. หลีกเลี่ยงการนั่งใต้คาน
คาน คือสิ่งต้องห้ามมาแต่ไหนแต่ไร เวลานอนก็อย่านอนใต้คาน เวลานั่งทำงานก็เช่นกัน การนั่งใต้คานจะทำให้คุณรู้สึกกดดัน มีความเครียดสูง และงานจะไม่ราบรื่น ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงนะคะ จะใต้ตาน จะบนคานก็อย่าไปอยู่เด็ดขาด อิอิ

6. นักษัตร 12 ราศี
สัตว์ต่าง ๆ ใน 12 นักษัตร ต่างมีพลังเป็นคนของตัวเอง มี “ชง” หรือถูกกันตามศาสตร์ทางด้านพยากรณ์ แต่อย่าเอามาตกแต่งบนโต๊ะทำงานเลยจะดีกว่า เพราะในการทำงานเราต้องติดต่อกับผู้คนมากหลาย และเราคงไม่รู้ว่าใครจะชงกับนักษัตรใดบ้าง บางทีนักษัตรที่เรามาตั้งไว้ อาจไม่ถูกกับผู้ร่วมงาน หรือลูกค้า ฯลฯ ดังนั้นอย่าเสี่ยงเลยจะดีกว่าค่ะ

7. โทรศัพท์
ถ้าคุณมีโทรศัพท์บนโต๊ะทำงาน ควรวางไว้ด้านขวามือของคุณ เขาว่ากันว่าจะช่วยให้ได้รับแต่ข่าวสารดีๆ การประสานงานลื่นไหล ไม่ติดขัด ซึ่งถ้ามองตามการใช้งานจริงๆแล้ว เราก็มักจะถนัดการใช้งานโทรศัพท์ด้วยมือขวามากกว่าอยู่แล้ว ดังนั้นนอกจากจะถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ยังทำให้ใช้สอยได้สะดวกมากขึ้นอีกด้วย

8. เหลียวซ้าย แลขวา
มุมซ้าย มุมขวาของโต๊ะทำงานนั้นต่างก็มีความหมายกันคนละด้าน มุมซ้ายนั้นส่งเสริมในเรื่องของอำนาจ ดังนั้นหากมีสิ่งของใดที่สูง เช่น ลิ้นชักเก็บของ ควรเอามาวางที่มุมซ้าย เพื่อช่วยเสริมในเรื่องของอำนาจในแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ส่วนมุมขวานั้น เป็นมุมที่สนับสนุนในเรื่องของการติดต่อ ประสานงาน ควรวางสิ่งของที่มีความสูงไม่มาก เช่นโทรศัพท์ ก็จะช่วยให้การคุยงานต่างๆเป็นไปโดยง่ายดายมากขึ้น

รวมเกร็ดเคล็ดลับการปรับฮวงจุ้ยโต๊ะทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้ชาวออฟฟิศ ให้ทุกคนทั้งเก่ง ทั้งเฮง ทั้งรวย กันตลอดทั้งปีค่ะ

เครดิต : th.jobsdb.com
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559

หลักการทำงานโดยใช้ปรัชญาเป็นแนวทาง



        ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร หรือมีตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบอย่างไร ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้คุณสามารถประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานนั้น ๆ ได้ จำเป็นต้องมีหลักการและวิธีการ ที่ช่วยส่งเสริมให้การงานต่าง ๆ ออกมาดีที่สุด ปรัชญาแห่งการทำงานจึงมีผลต่อความสำเร็จในการทำงานของคุณ หลักการที่ใช้ปรัชญามาช่วยมีอะไรบ้าง ลองดูรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้ค่ะ

หลักการทำงานโดยใช้ปรัชญาเป็นแนวทาง
- คำกล่าวที่ว่า เข็มเล่มหนึ่ง ไม่มีปลายแหลมสองด้าน  หมายถึง คนเราทุกคนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง ก็เปรียบเสมือนกับเข็มที่มีปลายแหลมเพียงด้านเดียว ไว้ใช้เย็บ ปะ ชุน ดังนั้น คนเราควรเรียนรู้และทบทวนข้อดีและข้อเสียของเราอยู่เสมอ เพื่อให้ปรับแก้ไข และนำไปพัฒนาให้ดีขึ้นในอนาคตนั่นเอง

แค่หยุดอยู่กับที่ ก็กลายเป็นคนล้าหลัง นักธุรกิจจำต้องก้าวหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง แต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการทำงานอยู่เสมอ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง

- การทำงานทุกอย่างจำเป็นต้องมีการประสานงานกับคนอื่น หากคุณมีทีมงานดี งานก็ออกมาดีด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากต้องการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานคุณจำเป็นต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี กับทุกคน

คน คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในโลก คนเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่ง ที่มีคุณค่าไม่ต่างกับเงินทอง หรือปัจจัยอื่น ๆ หากผู้นั้นรู้จักการประพฤติตนให้ดี มีน้ำใจ ช่วยเหลือสังคมแม้เล็กน้อยก็ถือว่า บุคคลนั้นมีคุณค่าและประโยชน์ต่อสังคมแล้ว

การมอบหมายงาน คุณควรพิจารณาว่าบุคคลนั้น มีความรู้ ความสามารถทางด้ายใด เป็นการคัดเลือกบุคลากรให้เหมาะสมกับงาน และจะส่งผลดีต่อธุรกิจของคุณด้วย

- หมั่นเล่าสร้างความจำ หมั่นซักถามสร้างความรู้ เมื่อใดที่คุณได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ให้คุณหมั่นถ่ายทอดให้กับผู้อื่นได้รับรู้ด้วย จะช่วยให้คุณจำได้ดีขึ้น และเมื่อคุณไม่รู้สิ่งใดก็สามารถถามจากผู้รู้ เพื่อเป็นแนวทางแห่งปัญญา ให้คุณได้รับรู้สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้

สร้างคน ต้องใช้เวลา การสร้างคนเปรียบเหมือนกับการปลูกต้นไม้ ต้องมีความอดทน และต้องใช้เวลานาน เพื่อให้คุณสามารถสั่งสอนและถ่ายทอดความรู้ที่มีให้ผู้อย่างถูกต้อง ไม่ควรรีบร้อน เพราะอาจจะทำให้คน ๆ นั้นไม่สามารถได้รับความรู้อย่างแท้จริงจากคุณเลยก็ได้

- เมื่อคุณจะแหงนมองฟ้า ก็อย่าลืมว่าเท้าของคุณสัมผัสดินอยู่ การที่คนเราต้องเตือนตนเองไม่ให้ลืมตัว ก็ถือเป็นการสร้างรากฐานแห่งความมั่นคงให้คุณสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และจงคิดอยู่เสมอว่าในโลกนี้ยังมีคนที่ดีกว่าคุณอยู่อีกมากมาย

- ปลูกต้นไม้ใหญ่ อย่าเก็บผลไว้กินคนเดียว หากคุณประสบความสำเร็จในการทำงานแล้ว คุณควรแบ่งผลประโยชน์ให้กับผู้ที่ร่วมงาน หรือทีมงานของคุณด้วย เพื่อให้การทำงานดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง และมั่นคง

- ความรักเป็นความสุข เหนือทรัพย์สินเงินทอง เมื่อคนมีความรัก มีจิตใจดี และมองโลกในแง่ดี ก็จะมีความสุขแม้เจอกับปัญหา และสามารถหาทางออกให้กับปัญหาเหล่านั้นได้

- ตักน้ำเต็มได้แค่ภาชนะบรรจุเท่านั้น ในการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ถ้าคุณรู้จักเสียสละและแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับผู้อื่น หรือสังคม รวมถึงการเสียภาษีให้กับรัฐได้พัฒนาประเทศอย่างเต็มที่ ก็จะทำให้ธุรกิจของคุณเจริญรุ่งเรืองและดำเนินการต่อไปยังต่อเนื่อง มั่นคง อุปมาเหมือนกับภาชนะที่มีน้ำเต็มแล้ว ตักน้ำออกไปทำประโยชน์ที่อื่นบ้าง ก็จะมีโอกาสตักน้ำเติมเข้ามาได้อีก และมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็มีโอกาสที่จะเพิ่มจำนวนภาชนะ หรือขยายขนาดของภาชนะให้ใหญ่ขึ้นได้

- ทำการค้าคุณต้องเดินสายกลาง ยึดหลักให้มั่นคงไว้ก่อน ในการทำงานทุกอย่างคุณไม่จำเป็นต้องลงทุนเกินตัว ต้องเก็บส่วนหนึ่งไว้ เป็นความมั่นคงของตนเองและครอบครัวของคุณด้วย

- ร่างกายต้องการอาหารฉันใด จิตใจของคุณก็ต้องการอาหารใจฉันนั้น ขณะที่ร่างกายของคนเรามีความต้องการอาหารเพื่อเป็นพลังในการมีชีวิต จิตใจของคนเราก็ย่อมต้องการกำลังใจ ความรู้ และหลักการคิดที่ดี เพื่อเป็นพลังในการเป็นคนดี และมีจิตใจที่ดีด้วยเช่นกัน

- ปลูกต้นไม้ใหญ่ใช้เวลา 100 ปี การสร้างคนใช้เวลา 10 ปี หมายถึง ไม่ว่าคุณจะสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้แข็งแรง และมีคุณค่า จะต้องใช้ความอดทน ใช้เวลา โดยเฉพาะการสร้างคน ๆ หนึ่งให้มีความชำนาญและเก่ง ยิ่งต้องใช้ความอดทนและเวลามากเช่นกัน

คนที่ชอบโยนความผิดให้กับผู้อื่น เป็นคนที่ยากจะพัฒนาให้ดีได้ คนบางคนไม่ย่อมรับความผิดของตน ชอบโยนความผิดให้ผู้อื่นรับผิดชอบ แทนที่จะใช้เวลาในการพัฒนางานของตนให้ดี แต่กับไปเสียเวลาหาคนที่จะมารับผิดชอบกับงานตนเอง ซึ่งคนประเภทนี้ยากต่อการพัฒนาให้ดีขึ้นได้

- อยากเจริญก้าวหน้า ต้องทำตัวให้เหมือนกับคนกำลังขึ้นเขา คนเดินขึ้นภูเขาจะต้องโน้มตัวไปข้างหน้าเสมอ เปรียบเสมือนคนอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งจะมีแต่คนรัก แต่คนเดินลงผู้เขาจะเอนตัวไปข้างหลัง เปรียบเสมือนคนเย่อยิ่งจองหอง ซึ่งไม่มีใครชอบ ดังนั้น ถ้าคุณต้องการให้มีคนรัก และช่วยสนับสนุนให้เจริญก้าวหน้า ควรประพฤติตนเหมือนกับคนกำลังเดินขึ้นเขา

- ผลักน้ำออกไป น้ำไหลเข้ามา วักน้ำเข้ามา น้ำไหลออกไป หมายถึง คนที่เป็นผู้ให้มีน้ำใจกับผู้อื่น ย่อมได้รับความรักและความชื่นชม จากผู้อื่น ก็เปรียบเสมือนกับการผลักน้ำออกไป น้ำไหลเข้ามา แต่หากผู้ที่โลภมากมีความต้องการอยากได้ของผู้อื่น ก็จะไม่ได้รับความรักและความศรัทธาจากผู้อื่น ก็เปรียบเสมือนกับการ วักน้ำเข้ามา น้ำไหลออกไปนั่นเอง

- กินข้าวอย่างมังกร ทำงานอย่างเสือ คนจีนมองว่ามังกรเป็นสัตว์ที่สง่างาม ฉะนั้นถ้าจะทำอะไรรวดเร็วก็ต้องเร็วแบบสง่างาม ส่วนเสือนั้นคนจีนมองว่าปราดเปรียวในการล่าเหยื่อ และไม่กินลูกตัวเอง หมายถึงให้ทำงานอย่างคล่องตัว ทำงานเป็นทีม และไม่รังแกพวกเดียวกัน

ทั้งนี้ หากคุณอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน คุณก็สามารถนำหลักการทางปรัชญาแห่งการทำงานไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตของคุณ แต่ความสำเร็จจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับตัวของคุณเอง ขอให้มั่นคงกับหลักปรัชญาเราเชื่อว่าคุณจะต้องพบกับความสำเร็จในการทำงานได้อย่างแน่นอนค่ะ


อ้างอิงจาก : moneyhub.in.th
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559

7 ข้อผิดพลาด ของการ Presentation ที่ควรแก้ไขในทันที



          ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็มีหลักการ Presentation หรือแนวทางการนำเสนอมากมายหลายรูปแบบให้ได้เลือกใช้กัน นั่นคงเป็นเพราะการ Presentation นั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดๆ ก็ควรที่จะมีความรรู้ในด้านการทำ Presentation กันแทบทั้งนั้น แม้กระทั่งมีแต่ไอเดียแต่ยังไม่มีเงินทุน ก็ยังคงต้องอาศัย Presentation ในการขายไอเดียตัวเองเพื่อให้นายทุนสนใจและเลือกที่จะลงทุนในธุรกิจเราอีกด้วย แต่เนื่องจากทุกคนน่าจะมีแนวทางการทำ Presentation ของตัวเองกันหมดแล้ว จึงอยากจะขอชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดบางอย่างในการทำ Presentation ที่หลายคนอาจมองข้ามไป พร้อมทั้งแนวทางการแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านั้นด้วย

1. จุดอ่อนของการเกริ่นนำ
การเกริ่นนำหรือ Introduction นั้นเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการทำ Presentation เลยก็ว่าได้ เพราะถ้าเราไม่สามารถดึงความสนใจจากบรรดาผู้ฟังมาได้ตั้งแต่ต้นแล้ว รับรองได้เลยว่าเนื้อหาที่เหลือในการนำเสนอนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการพูดคนเดียวในห้องว่างๆ อย่างแน่นอน
แนวทางแก้ไข: การเริ่มต้นเกริ่นนำให้น่าสนใจนั้น อาจเริ่มต้นจากการตั้งคำถามที่ชวนคิด จุดประเด็นให้เกิดการโต้แย้งขึ้นมาก่อน หรือเริ่มด้วยการเล่าเรื่องที่เราจะพูดคร่าวๆ ในส่วนที่สำคัญๆ ขึ้นมาก่อน โดยหัวใจสำคัญของการเกริ่นนำนั้นน่าจะอยู่ที่การอธิบายถึงจุดประสงค์ของหัวข้อที่เราต้องการจะพูดว่ามันมีความสำคัญต่อผู้ฟังอย่างไรบ้าง

2. พูดเร็วเกินไป
ที่ผ่านมามีหลายหัวข้อที่มีเนื้อหาที่ดีน่าสนใจ แต่น่าเสียดายที่กลับตกม้าตายเนื่องจากการพูดเร็วเกินไป และโดยส่วนมากก็มักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการพูดเร็วเกินไปนั้นเป็นการลดคุณค่าทางข้อมูลในสิ่งที่เราพูดออกมา เพราะผู้ฟังนั้นไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผลและคิดตามได้ จนสุดท้ายพอฟังไม่เข้าใจก็เลิกสนใจฟังไปอย่างน่าเสียดาย
แนวทางแก้ไข: หากมีเวลาลองซ้อมแล้วอัดวิดีโอตัวเองไว้เพื่อดูว่าเราพูดเร็วเกินไหมหรือไม่ ก่อนที่จะหาจังหวะที่ลงตัวที่สุดสำหรับการ presentation แต่ทั้งนี้ความตื่นเต้นในการพูดของจริงอาจทำให้เราพูดเร็วได้อยู่ดี ดังนั้นเราอาจจะพกโน้ตที่คอยเตือนตัวเองไว้ในทุกครั้งที่หยิบขึ้นมาดู หรือหาคนรู้จักในกลุ่มคนดูไว้คอยให้สัญญาณหากเราพูดเร็วเกินไป

3. เนื้อหามากเกินไป
บางทีการที่เนื้อหามาก อาจเป็นสาเหตุของการรีบพูดในหัวข้อข้างต้นก็ได้ เพราะด้วยเนื้อหาที่เยอะที่จะต้องการอธิบาย ไหนจะตัวอย่างประกอบ รวมไปถึงการตอบคำถามอีก ทำให้จากหัวข้อเดียวอาจทำให้แตกออกไปในอีกหลายประเด็นมากจนเกินไป
แนวทางแก้ไข: ทำได้โดยการรีวิวเนื้อหาก่อนพูดแล้วพิจารณาที่จะตัดเนื้อหาในส่วนที่ไม่สำคัญออกไปก่อน เพราะใน Presentation ที่เราประทับใจโดยส่วนมากนั้นสังเกตดูว่าเราจะจำเนื้อหาไม่ได้ทั้งหมด แต่จะจำคีย์สำคัญของเนื้อหาได้เป็นอย่างดี ดังนั้นหากต้องการที่จะเพิ่มเนื้อหาที่น่าสนใจเข้าไปในการนำเสนอแล้วนั้น ก็ควรคิดให้ดีว่าเนื้อหาที่จะเพิ่มเข้าไปนั้นเกี่ยวข้องกับจุดประสงค์ที่จะพูดมากน้อยเพียงใดก่อนตัดสินใจจะเพิ่ม

4. อ่านสไลด์
ผู้นำเสนอส่วนมากนั้นมักนำตัวหนังสือมากมายขึ้นไปไว้บนสไลด์และนำเสนอโดยการอ่านข้อความเหล่านั้นแบบคำต่อคำสู่ผู้ฟัง ซึ่งตามหลักแล้วผู้ฟังนั้นไม่ได้อยากให้เราอ่านให้ฟัง เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการปริ๊นท์สไลด์แจกให้ผู้ฟังอ่านเองทุกคน ในขณะที่สิ่งที่ผู้ฟังต้องการนั้นก็คือรายละเอียดของหัวข้อที่ถูกนำเสนอด้วยกระบวนการที่น่าสนใจ
แนวทางการแก้ไข: สิ่งที่คนนำเสนอควรทำนั้นก็คือการใส่เฉพาะคีย์เวิร์ดหรือประโยคใจความสำคัญลงในสไลด์และอธิบายเพิ่มเติมในหัวข้อเหล่านั้นด้วยวิธีที่จะทำให้ผู้ฟังเข้าใจและสนใจตามไปด้วย

5. ซับซ้อนเกินไป
หากหัวข้อที่เราต้องการจะนำเสนอมีความซับซ้อนที่อาจยากเกินความเข้าใจของผู้ฟัง จนทำให้ผู้ฟังเลิกสนใจฟังไปภายในช่วงเวลาไม่นาน
แนวทางการแก้ไข: ถ้าหัวข้อของเรามีความซับซ้อนแล้วสิ่งที่เราสามารถทำได้ก็คือการเตรียมตัวและเตรียมสไลด์ที่จะช่วยนำเสนอให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น แทนที่สไลด์จะเป็นแค่ตัวอักษรแล้วนั้น ก็อาจมีเป็นแผนภาพหรือ Infographic ประกอบการบรรยายเข้าไปด้วยก็จะช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายขึ้น รวมไปถึงการพูดแล้วมีช่วงจังหวะคอยถามถึงความเข้าใจของผู้ฟัง และเปิดโอกาสให้ถามอยู่ตลอดก็จะสามารถผู้ฟังสามารถติดตามฟังได้อย่างเข้าใจตลอดหัวข้อ

6. ไม่ฝึกซ้อมก่อน
การทำ Presentation นั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการแสดงดนตรีสด หรือแข่งขันกีฬาที่จะต้องมีการซ้อมเป็นอย่างดีก่อนที่จะถึงวันจริง ซึ่งในการนำเสนอแต่ละครั้งอาจใช้ระยะเวลาการซ้อมที่ไม่เท่ากันอาจขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอ รวมไปถึงความยาวของเนื้อหาที่เราจะต้องบริหารจัดการตัวเองให้พร้อม
แนวทางแก้ไข: ฝึกซ้อมนำเสนองานแบบออกเสียง อาจใช้ทำการอัดวิดีโอไว้เพื่อมาดูผลและแก้ไขวิธีการนำเสนอให้ออกมาลงตัว

7. พยายามจะเลียนแบบคนอื่น
เราทุกคนมีลักษณะการนำเสนอเฉพาะของตัวเอง บางคนนำเสนอได้อย่างหน้าตื่นเต้น บางคนก็มาสายนิ่ง ในขณะที่บางคนก็สร้างเสียงหัวเราะ แต่ในทางกลับกันก็มีคนที่เสนอในแบบจริงจัง แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนนั่นก็คือรูปแบบในการนำเสนอของเรา เพราะหลายคนที่เลือกจะเลียนแบบการนำเสนอของคนมีชื่อเสียงต่างๆ ก็จะพบว่ามันยาก และไม่เป็นธรรมชาติเลย
แนวทางแก้ไข: อย่าไปเลียนแบบสไตล์การนำเสนอของใคร แต่สามารถหยิบเอาจุดเด่นของพวกเขามาปรับใช้กับเราเองได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับหัวข้อและจุดประสงค์ของการพูดด้วยว่าเหมาะสมกันหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามการเป็นตัวของตัวเองก็จะเป็นธรรมชาติในการนำเสนอมากที่สุด


          การ Presentation นั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระทั่งผู้ที่มีประสบการณ์ Presentation อย่างเสมอมาก็ยังคงต้องอาศัยการฝึกซ้อมอยู่ทุกครั้งที่พูดหัวข้อใหม่ๆ จึงหวังว่าผู้อ่านทุกคนจะสามารถนำแนวทางเหล่านี้ไปปรับใช้กับการ Presentation ของตัวเองเพื่อลดข้อผิดพลาดที่มีให้น้อยลงได้ไม่ยาก


อ้างอิงจาก : incquity.com
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก