วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559

SCARF model วิธีคิดเพื่อทำให้เรายอมรับฟังฟีดแบคได้ดีขึ้น


        การรับฟังฟีดแบคบางครั้งเป็นสิ่งที่ทำใจยอมรับได้ยาก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นฟีดแบคในเชิงลบไม่ว่าจะเป็นคำตำหนิหรือคำวิจารณ์ ครั้นพอเราได้รับมาแล้ว อาจจะจิตตกนิดนึง แล้วต่อไปก็ต้องไปแก้ไขปรับปรุงในสิ่งที่เป็นข้อบกพร่อง ซึ่งบางครั้งเราอาจจะลำบากใจที่จะทำตาม ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ชอบการได้รับฟีดแบค โดยเฉพาะกับคนทำงานที่เป็นผู้อาวุโส

          แต่อย่างไรก็ตาม การให้ฟีดแบคเป็นเรื่องปกติขององค์กรที่ต้องการส่งเสริมวัฒนธรรมการมีผลการปฏิบัติงานสูง (high performance culture) ดังนั้น นอกเหนือจากองค์กรจะสอนให้ผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้าพยายามให้ฟีดแบคแก่ลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาตามหลักการที่ดีแล้ว ในฐานะผู้รับฟีดแบคเองก็ควรจะมีหลักคิดที่ดีในการรับฟังฟีดแบคด้วยเช่นกัน

          วิธีคิดสำหรับผู้รับฟีดแบค เพื่อช่วยให้สามารถทำใจยอมรับการฟีดแบคได้ดีขึ้น มีหลักการที่เกี่ยวข้องก็คือ scarf model ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

Status หมายถึง ยอมรับว่าส่วนใหญ่แล้วคนให้ฟีดแบคแก่เราก็คือหัวหน้างานหรือเจ้านายที่มีสถานภาพสูงกว่าเรา การให้ฟีดแบคเป็นหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลผลงานและความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายของทีมงานในฐานะหัวหน้าทีมอยู่แล้ว

Certainty หมายถึง ยอมรับว่ามันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หรืออย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่ผู้อื่นมีความเข้าใจต่อเราแบบนั้น ถ้าเราไม่ยินดีที่จะให้ผู้อื่นรับรู้เช่นนั้น ก็จงปรับเปลี่ยนตนเองเพื่อให้ผู้อื่นมีความเข้าใจต่อเราเสียใหม่

Autonomy หมายถึง ยอมรับว่าถึงแม้เราไม่สามารถควบคุมฟีดแบคได้ แต่เรามีอิสระที่จะกระทำเพื่อตอบสนองต่อฟีดแบคนั้น โดยการปรับปรุงแก้ไขตัวเราให้ดีขึ้น เมื่อเราทำหน้าที่ของเราได้ดีแล้ว ทีนี้ก็เป็นหน้าที่ของเขาที่จะเปลี่ยนฟีดแบคเชิงลบเป็นฟีดแบคเชิงบวก

Relatedness หมายถึง ยอมรับว่าฟีดแบคเหล่านี้มันเกี่ยวข้องกับตัวเรา การได้รับฟีดแบคเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพราะถ้าไม่สนิทใจกันจริง ๆ หรือไม่หวังดีกับเรา ก็คงไม่มีใครมาสนใจท้วงติงให้เราได้รู้ตัวว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควรได้รับการปรับปรุง

Fairness หมายถึง ยอมรับว่าการได้รับฟีดแบคเป็นความชอบธรรมอย่างหนึ่ง เปรียบเสมือน นักเรียนทำโจทย์แบบฝึกหัดแล้วครูไม่เฉลยก็จะทำให้นักเรียนไม่ได้เรียนรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ในฐานะทีมงานก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้ฟีดแบคจากหัวหน้าว่างานที่ทำไปนั้นดีเพียงพอหรือยัง หรือมีข้อแนะนำอะไรเพิ่มเติมอีกบ้าง

          คนที่มีความสามารถในการรับฟังฟีดแบคนั้น จะมีคนที่มีพัฒนาการสูง เพราะแสดงออกถึงการเป็นคนเปิดใจ ใฝ่เรียนรู้ การที่เรามีใจกว้างในการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นจะทำให้เราฉลาดขึ้น และเก่งขึ้น เพราะจะได้นำเอาสิ่งที่เป็นเสียงสะท้อนเหล่านี้มาปรับปรุงให้เราสามารถพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้นได้อีก

          และเราที่ชอบฟังฟีดแบคก็จะได้รับโอกาสดี ๆ ก็จะเข้ามาในชีวิตมากขึ้น เนื่องจากคนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนเปิดรับสิ่งต่าง ๆ ได้ดี จึงอยากจะแชร์อะไรดี ๆ ให้อยู่เสมอ ตรงกันข้ามกับคนที่ปิดกั้นไม่ยอมรับฟังและปรับปรุงตนเอง จะทำให้ไม่มีใครอยากยุ่งด้วย และกลายเป็นคนที่ไม่พัฒนา จนไม่มีการเติบโตก้าวหน้าในที่สุด

ที่มา : humanrevod.wordpress.com
ปรับปรุงข้อมูลโดย UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559

7 หลักคิดเพื่อแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์


          เมื่อเผชิญปัญหา สัญชาตญาณของเราคือพยายามแก้ไขหาทางออกทันที แต่นักกลยุทธ์ฉลาดคิดจะใช้วิธีที่ต่างออกไป พวกเขาจะถามว่า: ฉันควรแก้ปัญหานี้ด้วยการทุ่มเทแรงกายแรงใจ ความคิดและเวลาจริง ๆ หรือไม่? ถ้าปัญหานั้นไม่สำคัญ หรือไม่คุ้มที่จะเสียเรี่ยวแรงแก้ไข เหตุใดจึงใช้ความคิดกับมันตั้งแต่แรก? ส่วนดีที่สำคัญที่สุดจากการคิดแบบนี้ก็คือ ทำให้คุณสามารถขยายการใช้ความคิดให้ไปถึงขีดสุด ในหนังสือ Breakthrough Thinking: The Seven Principles of Creative Problem Solving แนดเลอร์กับฮิบิโน (Nadler & Hibino) ผู้เขียน ให้เหตุผลว่า คนที่มีประสิทธิภาพจะแก้ปัญหาด้วยการตั้งคำถามต่อเป้าหมายในการแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งกลยุทธ์นี้จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาต่าง โดยที่ผู้เขียนทั้งสองได้ให้หลักคิดเจ็ดประการเพื่อการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

1. ควรมองปัญหาแต่ละปัญหาอย่างเฉพาะเจาะจง แม้ปัญหาอย่างหนึ่งจะคล้ายคลึงกับอีกปัญหาหนึ่ง แต่เราต้องเรียนรู้ที่จะจดจำไว้ เมื่อจะแก้ไขแต่ละปัญหาว่า ต้องพิจารณาเอกลักษณ์หรือความไม่เหมือนใครตามความจำเป็นของสถานการณ์ (สิ่งแวดล้อม) เราจะสามารถพัฒนาการแก้ปัญหาให้ดียิ่งขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเห็นความจำเป็นของสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงและแตกต่างจากสิ่งอื่นเท่านั้น

2. พุ่งความสนใจไปยังเหตุผลเพื่อแก้ปัญหา นี่เป็นสิ่งสำคัญหากต้องการลดการสูญเสียทรัพยากร ทั้งทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ แรงงานคน แรงงานเครื่องจักรและวิธีการ คุณจะสามารถพุ่งความสนใจไปยังเป้าหมายได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในตำแหน่งที่เห็นภาพสถานการณ์ใหญ่กว่าเดิมเท่านั้น แทนที่จะตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นและมีปัญหาอะไร ให้เรียนรู้ที่จะตั้งคำถามว่า เรากำลังพยายามจะได้รับอะไรหรือต้องการบรรลุผลประการใดจากสถานการณ์นี้ ซึ่งจะทำให้สมองค้นหาทางแก้ที่พึงปรารถนามากยิ่งขึ้น และเพื่อจะมุ่งมั่นหาทางแก้มากกว่าเดิม เราควรเรียนรู้ที่จะตั้งคำถามว่า: จะเป็นอย่างไรถ้า...? ซึ่งจะช่วยพัฒนาวิธีแก้ปัญหาให้เพิ่มมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

3. แสวงหาทางแก้ปัญหาด้วยการมองระยะยาว เมื่อใดก็ตามที่สามารถระบุวิธีแก้ปัญหาอันยอดเยี่ยมและสมควรนำไปปฏิบัติ คุณก็จะสามารถฝึกฝนการแก้ปัญหาระยะสั้นที่นำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาระยะยาว ผู้เขียนทั้งสองอธิบายการฝึกฝนเช่นนี้ว่าเป็น หลักการแก้ปัญหาหลังจากนั้น & (The Solution-After-Next Principle)

4. มองปัญหาจากวิธีที่เป็นระบบ เมื่อเรียนรู้ที่จะมองว่าปัญหาแต่ละอย่างเป็นส่วนของสิ่งอื่น เราก็จะเริ่มใช้วิธีที่เป็นระบบ จัดการปัญหา การตระหนักว่าปัญหาแต่ละอย่างที่เผชิญเป็นส่วนของปัญหาที่ใหญ่กว่า ทำให้สามารถคาดการณ์ถึงปัญหาที่อาจจะต้องประสบเมื่อแก้ไขด้วยวิธีเหล่านั้น นี่จะทำให้เราปรับปรุงกลยุทธ์ที่เหมาะสมซึ่งอาจจะต้องเผชิญเมื่อนำวิธีแก้ปัญหาเหล่านั้นไปปฏิบัติ

5. เรียนรู้ที่จะทำงานด้วยข้อมูลน้อยที่สุด คนจำนวนไม่น้อยถูกฝึกฝนให้มองหาข้อมูลเต็มรูปแบบ ซึ่งสมบูรณ์ครบถ้วนและเข้าใจได้ เมื่อต้องจัดการปัญหาและทำงานข้องเกี่ยวกับการท้าทาย แท้ที่จริงการมีข้อมูลในมือมากเกินไปทำให้เราไม่พิจารณาวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ และสร้างสรรค์ สัญชาตญาณหายไปเสมอเมื่อมีข้อมูลมากเกินเหตุ!

6. นึกถึงปัจจัยที่เป็นบุคคลเสมอขณะพัฒนาวิธีแก้ปัญหา จะข้องเกี่ยวกับคนให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่อพัฒนาวิธีแก้ปัญหา เพราะการมีส่วนและการร่วมมือของพวกเขาสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จทั้งหมดของวิธีแก้ปัญหาที่นำมาทดลองใช้ ให้วิธีแก้ปัญหาเป็นวิธีกว้าง ๆ และยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้เสมอ เพื่อที่ว่าผู้ซึ่งนำวิธีดังกล่าวไปใช้จะมีความยืดหยุ่นได้ในระดับหนึ่ง วิธีดำเนินการมาตรฐานของการแก้ปัญหาเป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยง

7. หลักการรวบรวมตามลำดับ - เป้าหมายแต่ละอย่างซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อจัดการปัญหาควรอยู่ในลำดับที่ถูกต้อง นั่นจะทำให้เราสามารถขยายผลของวิธีแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาดออกไปได้มากที่สุด

          การทำให้พนักงานฉลาดคิดควรเริ่มด้วยการพุ่งความสนใจไปยังเป้าหมายของการแก้ไขปัญหา ขณะที่คนส่วนใหญ่นำหลักการเหล่านี้ไปใช้ บางครั้งในการจัดการปัญหาบางประการของเราเอง เป็นการดีที่จะตระหนักว่าจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีใช้หลักการตามที่กล่าวมาแล้วในการตัดสินใจทั้งหมดของเราเอง เราจะทำให้การคิดเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการตัดสินใจได้ก็ต่อเมื่อ กระทำผ่านกระบวนการที่สม่ำเสมอและสอดประสานกันเท่านั้น การทำให้พนักงานฉลาดคิดเป็นเรื่องว่าด้วยการสนับสนุนให้พวกเขาใช้หลักเจ็ดประการข้างต้นอย่างสม่ำเสมอและสอดประสานกัน จำเป็นที่เราต้องให้พนักงานเข้าใจความสำคัญของการระบุเป้าหมายในการจัดการปัญหาใดปัญหาหนึ่ง สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือการหาสิ่งซึ่งเรากำลังพยายามจะได้มาหรือบรรลุผลด้วยสถานการณ์ที่เป็นปัญหานั้น ควรมองปัญหาว่าเป็นสถานการณ์ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง วิธีดีที่สุดในการได้มาซึ่งการเปลี่ยนแปลงก็คือการตั้งคำถาม: เรากำลังพยายามจะทำสิ่งใดให้สำเร็จตรงนี้ ซึ่งนั่นเองเกี่ยวข้องกับการนำเอาการเปลี่ยนแปลงที่เปี่ยมประสิทธิภาพและมีความหมายยิ่งมาสู่ชีวิต

โดย : จอห์น อารัล (John Arul)
ปรับปรุงข้อมูลโดย UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

อุปนิสัย 7 ประการ ของผู้มีประสิทธิภาพในการทำงานเป็นทีม




          คนที่มีประสิทธิภาพในการทำงานเป็นทีม มักมีลักษณะนิสัยเฉพาะที่บางคนก็อาจมีครบทุกข้อ แต่บางคนมีเกือบครบ อีกนิดเดียวก็จะเข้าขั้นมาตรฐานของคนมีประสิทธิภาพแล้ว แต่อุปนิสัยเหล่านี้มีอะไรบ้าง ไปทำความเข้าใจกับนิสัยที่ดีทั้ง 7 ประการ จากหนังสือ “7 Habits for Highly Effective People” เขียนโดย สตีเฟน อาร์. โคว์วีย์ 

1. ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน (Be Proactive)
          คนที่อยู่ในประเภทที่เป็นผู้กระทำ จะเป็นผู้เลือกที่จะทำหรือจะไม่ทำสิ่งใด ๆ ด้วยเหตุด้วยผลของเขาเอง คือคิดว่าตัวเองเป็นผู้กำหนดชีวิตของตน ทั้งนี้ด้วยการพิจารณาไว้ก่อน ไม่ใช่ว่าถึงเวลาแล้วค่อยคิดจะทำ เพราะสุดท้ายแล้วก็จะกลายเป็นผู้ถูกกระทำและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมเหมือน เดิม

2.เริ่มต้นโดยมีเป้าหมายชัดเจน (Begin with the end in mind)
          คือการวางแผนการทำงาน หรือแม้แต่ชีวิตของคนเราไว้ตั้งแต่แรกเริ่มที่จะทำการอะไรใด ๆ เพราะหากเราได้ตั้งใจไว้แล้วว่าในที่สุดแล้ว การงานหนึ่ง ๆ หรือชีวิตของเราจะมีลักษณะสุดท้ายเป็นอย่างไร เราก็จะทำตัวให้สอดคล้องกับจุดหมายนั้นโดยไม่ไขว้เขวไป

3.ทำสิ่งสำคัญกว่าก่อน (Put first things first)
          ข้อนี้เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน เพราะในชีวิตประจำวันเรานั้น อาจจะต้องมีกิจกรรมหลายอย่างที่จะต้องทำ บางอย่างนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ บางอย่างเป็นเรื่องไม่สำคัญ บางอย่างไม่เร่งด่วน บางอย่างเร่งด่วน ดังนั้นแล้ว สิ่งต่าง ๆ ในชีวิตอาจจะผสมกันออกมาเป็นได้หลายแบบคือ: ก) สำคัญและเร่งด่วน – ต้องทำโดยเร็วที่สุด และต้องทำให้ดีด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดหากวางแผนไว้ดี ข) สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน – เป็นเรื่องที่น่าจะทำได้ดีที่สุด รีบทำเสียเนิ่น ๆ จะได้ทำได้ดี และไม่กลายเป็นข้อ ก) ในที่สุด ค) ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน – อันนี้แปลก ต้องรีบทำนะ แต่จริง ๆ น่ะไม่ทำก็ได้ เช่นดูละครทีวีที่กำลังฉาย เป็นต้น ง) ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน – ไม่ทำก็ได้ แต่หลาย ๆ คนก็ให้เวลากับตรงนี้อยู่มาก

4.ชอบคิดแบบชนะ-ชนะ (Think Win-Win)
          การคิดและทำแบบ win-win นี้ จะต้องเกิดอยู่บนพื้นฐานของทัศนคติที่ดีและต้องการให้ได้ประโยชน์เท่าเทียม กันทั้งสองฝ่ายในระยะยาว ในบางครั้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะต้องเสียเปรียบก่อน แต่ในที่สุดแล้ว เมื่อดำเนินการตามแผนทั้งหมดแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะต้องได้ประโยชน์ทั้งคู่เท่าเทียมกัน

5.การพยายามเข้าใจคนอื่นก่อน (Seek first to understand then to be understood)
          นิสัยนี้เป็นการที่เราพยายามเข้าใจคนอื่นก่อน เพราะการพยายามเข้าใจคนอื่นนั้น ง่ายกว่าการที่จะทำให้คนอื่นเขามาเข้าใจเรา หลักการที่จะทำให้เราเข้าใจคนอื่นได้ง่ายนั้นจะต้องเริ่มต้นด้วยการฟัง คือฟังอย่างพยายามทำความเข้าใจ เมื่อเราเข้าใจเขา เราก็จะรู้ว่าเขาคิดอย่างไร มีพื้นฐานอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ต่อมาเราจะพูดเพื่อให้เขาเข้าใจในส่วนของเราก็จะเป็นเรื่องง่ายขึ้น

6.ชอบประสานงานเพื่อเพิ่มพลัง (Synergize)
          เมื่อใดก็ตามที่คนเราที่ร่วมงานกัน มีโอกาสได้ทำงานด้วยกัน ก็จะต้องยอมรับในความแตกต่างของคนอื่น และพยายามมองว่าความแตกต่างนั้นน่าจะมีประโยชน์มากกว่าโทษ และนำข้อดีของความแตกต่างนั้นมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด โดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้ด้วยกันเพื่อทำให้เกิดการพัฒนาการทำงาน

7.ฝึกฝนตนเองให้พร้อมเสมอ (Sharpen the saw) ผู้มีประสิทธิภาพในการทำงานเป็นทีม
          เมื่อคนเรามีความรู้ในระดับหนึ่งแล้ว ก็ยังไม่เพียงพอ หากเมื่อใดที่หยุดคิดและพัฒนาตนเอง ก็เหมือนกับตายไปแล้วครึ่งหนึ่งนั่นเอง เรายังต้องพยายามฝึกฝนพัฒนาตัวเราเองเสมอ ด้วยวิธีการง่าย ๆ คือ ก) ดูแลสุขภาพทางกายให้ดี – เมื่อแข็งแรง จะคิดอะไร ทำอะไรก็ง่ายไปหมด ข) บำรุงความคิด – โดยการอ่านหนังสือ ฟังสัมมนา ดูรายการสารคดี เป็นต้น ค) พัฒนาจิตวิญญาณ – ทำจิตใจให้ผ่องใส อาจจะนั่งสมาธิ ฟังเพลงที่สงบ ทำให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน ง) พัฒนาอารมณ์ – ให้เป็นคนดี เข้ากับคนอื่นได้ง่าย เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น โดยเฉพาะกับคนในครอบครัวใกล้ ตัว

ที่มา : สยามอินโฟบิส 
ปรับปรุงข้อมูลโดย UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559

การวัดผลตอบแทนการลงทุนพัฒนาคน

          โจทย์ปัญหาคลาสสิกที่ทุกองค์กรต้องเจอก็คือ ผู้บริหารมักจะตั้งคำถามถึงเรื่องผลตอบแทนการลงทุนพัฒนาคน ว่าแต่ละปีที่องค์กรทุ่มงบฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรในรูปแบบต่าง ๆ นั้น มันคุ้มค่าหรือเปล่า ได้อะไรกลับมาที่คิดมูลค่าเป็นตัวเงินได้บ้าง มิหนำซ้ำพนักงานหลายคนที่ได้รับการพัฒนาแล้วก็ลาออก โดยที่บริษัทยังไม่ทันได้ใช้งานให้คุ้มกับที่ลงทุนให้เลย แล้วอย่างนี้บริษัทมีสิทธิ์เรียกให้นักพัฒนาบุคลากรมาเซ็นต์คำ้ประกันแล้วชดใช้ค่าเสียหายแทนพนักงานที่หนีทุนหรือเปล่า

          ใครก็ตามที่ทำงานเกี่ยวกับการฝึกอบรมและพัฒนาต่างก็ต้องเจอปัญหาโลกแตกเช่นนี้ และ hrd ส่วนใหญ่ หรือแม้แต่วิทยากร ที่ปรึกษา หลาย ๆ ท่านก็ยังให้คำตอบไม่ได้ ว่า ROI ของการลงทุนพัฒนาคนเป็นเท่าไหร่


         ดังนั้น วันนี้เรามาวิเคราะห์และคลายข้อสงสัยในเรื่องของการวัดผลตอบแทนการลงทุนพัฒนาคนว่าทำอย่างไร จะรู้ได้ยังไงว่าทำแล้วคุ้มหรือไม่คุ้ม

          ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า roi หรือผลตอบแทนของการพัฒนาคนจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอัตราการนำไปใช้ในงาน กล่าวคือ เมื่อเราฝึกอบรมพัฒนาแล้ว ได้ความรู้ทักษะความสามารถที่เพิ่มขึ้นเพื่อนำมาใช้ในงาน เมื่อทำงานเสร็จแล้วก็จะได้ผลงานที่เปรียบเสมือนผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการทำงานดังกล่าว

          ส่วนใหญ่แล้ว นัก hrd มักจะทำได้แค่วัดผลการฝึกอบรมและพัฒนาเท่านั้น เช่น ใช้แบบสอบถาม หรือแบบทดสอบ ในการวัดว่าหลังจากฝึกอบรมเสร็จแล้ว คนเข้าอบรมเก่งขึ้นมากน้อยแค่ไหน นั่นคือ พัฒนาแล้วตอบคำถามได้อย่างมากแค่เรื่องของสมรรถนะ (competency) เท่านั้น

        แต่สิ่งที่เจ้านายถามหา ไม่ใช่เรื่องของความเก่งที่เพิ่มขึ้น เพราะเวลาที่คนเก่งแล้ว เขาจะมีเหตุผลในการขอปรับขึ้นเงินเดือน แต่สิ่งที่เจ้านายอยากรู้ก็คือ เรื่องผลงาน (performance) ต่างหาก

        แต่เรื่องผลการปฏิบัติงานนั้น เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งเรื่องของฝีมือคนทำงาน ขวัญกำลังใจ การร่วมมือสนับสนุนของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เครื่องไม้เครื่องมือ กระบวนการขั้นตอน และอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าผลงานที่ได้นั้นเป็นเพราะความรู้ความสามารถที่เพิ่มขึ้นจากการฝึกอบรมพัฒนาจริง ๆ

          ดังนั้น ตัวแปรสำคัญที่เป็น missing link ที่หายไปในสมการนี้ก็คือ การวัดผลการนำสมรรถนะที่ได้จากการพัฒนาไปประยุกต์ใช้ในงาน นั่นเอง

          ตัวแปรหลัก ๆ ในเรื่องที่ว่านี้ได้แก่ การวัดผลโดยใช้ตัวชี้วัดนำ (leading indicator) คือ อัตราการนำไปใช้ และ การวัดผลโดยใช้ตัวชี้วัดตาม (lagging indicator) คือ ผลตอบแทนที่ได้จากการปฏิบัติงานที่สามารถคิดคำนวณเป็นตัวเลขได้

          ทีนี้พอเราเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่ซีอีโอถามหา มันคือ ตัวชี้วัดตาม แต่ก่อนที่จะวัดผลตอบแทนสุดท้ายได้ ก็ต้องวัดผลการประยุกต์ใช้ที่เป็นตัวชี้วัดนำให้ได้ก่อน เราก็เลยได้เห็นทางสว่างในการหาคำตอบให้ผู้บริหารแล้วล่ะครับ

         สรุปก็คือ ต่อไปนี้ นักพัฒนาทรัพยากรบุคคลหรือ hrd ทั้งหลาย ต้องหาวิธีการวัดผล apply rate ให้ได้อย่างชัดเจน เพื่อสามารถนำมาตอบโจทย์ได้ว่าผลงานที่พนักงานทำได้นั้น มาจากการลงทุนฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรอย่างแท้จริง

ที่มา : humanrevod.wordpress.com
ปรับปรุงข้อมูลโดย UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559

สร้างทีมที่แข็งแกร่งด้วยหลัก 6Q ความฉลาด 6 ด้าน (Quotient)

          
          เราคงคุ้นเคยกับ Q ต่าง ๆ กันมาบ้างแล้ว ทั้ง IQ EQ CQ ซึ่งในบ้านเรา เรียกว่า ความฉลาดทางสติปัญญา ความฉลาดทางอารมณ์ และความฉลาดในการริเริ่มสร้างสรรค์ ทั้งนี้ในการพัฒนาบุคลากรของเราอาจจำเป็นต้องมีการให้ความสำคัญกับ Q อื่น ๆ อีก เพื่อเป็นการปลูกนิสัยพนักงานให้เก่ง ดี รอบด้าน มีบุคลิกชอบมองหาและคว้าโอกาสเพื่อเติบโตก้าวไปข้างหน้า ซึ่งมีทั้งหมด 6Q ด้วยกัน

IQ : Intelligence Quotient ที่เรารู้จักกันดี คือ ความฉลาดทางสติปัญญา เป็นความสามารถในการคิด วิเคราะห์ การคำนวณ การใช้เหตุผล สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้รวดเร็ว เช่นเมื่อหัวหน้าถ่ายทอดงานให้ ก็สามารถทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว

EQ : Emotional Quotient ความฉลาดทางอารมณ์ อย่างที่ทราบกันดีว่า มี IQ อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ เป็นคนเก่งแต่ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นจึงควรมีความฉลาดทางอารมณ์ควบคู่กันไป เป็นความสามารถในการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ตนเองและผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา มองโลกในแง่ดี เห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในตนเอง

CQ : Creativity Quotient ความฉลาดในการริเริ่มสร้างสรรค์ พนักงานที่มีศักยภาพจะต้องมีความคิด จินตนาการหรือแนวคิดใหม่ ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ และนำเสนอเพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ เป็นแนวทางการพัฒนาการทำงาน และพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

MQ : Moral Quotient ความฉลาดทางศีลธรรม จริยธรรม คือ มีความประพฤติดี รู้จักรับผิดชอบ มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ มีจริยธรรม พนักงานควรคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของบริษัทเป็นสำคัญ ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ไม่ลักเล็กขโมยน้อย ไม่ยักยอก หรือแม้แต่หยิบของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต

PQ : Play Quotient ความฉลาดที่เกิดจากการเล่น การทำกิจกรรมร่วมกันของพนักงาน เพื่อพัฒนาการด้านร่างกาย ความเฉลียวฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์และสังคม ทั้งยังหล่อหลอมให้เกิดความเป็นอันหนึ่งกันเดียวกันของพนักงานและบริษัทอีกด้วย

AQ : Adversity Quotient ความฉลาดในการแก้ไขปัญหา พนักงานมีความยืดหยุ่นสามารถปรับตัวในการเผชิญปัญหาได้ดี พยายามหาหนทางแก้ไขปัญหาด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคง่าย ๆ

          เชื่อว่าองค์กรที่มีครบทั้ง 6Q จะเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง มีพนักงานที่ทั้งเก่งและดี รอบด้าน ช่วยกันเสริมสร้างให้เกิดประสิทธิผลที่ดียิ่งขึ้นในการทำงาน สิ่งเหล่านี้คือแนวคิดที่ผู้บริหารพึงนำไปใช้ในการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและเป็นมืออาชีพ

อ้างอิง : jobsDB.com
ปรับปรุงข้อมูลโดย UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2559

การประยุกต์ใช้ Google App กับการทำงานเป็นทีมอย่างชาญฉลาด



          โลกปัจจุบันดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับการทำงานและชีวิตประจำวันมากขึ้น ยกตัวอย่าง www.google.com ได้พัฒนา application ที่เชื่อมต่อกันมากมาย ทำให้หลายความคิดและพฤติกรรมของเรา มีเพื่อนสนิทเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเครื่องมือ (เป็นหน่วยนับที่ไม่มีชีวิตแต่เหมือนมีชีวิต) ซึ่งถามอะไรก็มักตอบได้เสมอ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตคนยุคนี้

          ผู้เขียนได้แรงบันดาลใจจากบทความของ อ.ทศพล อมรพิชญ์ปรัชญา ซึ่งได้เล่าถึงเครื่องมือ แต่ละตัวของ Google ซึ่งจะได้นำมาเชื่อมโยงกับการทำงานเป็นทีมดังต่อไปนี้

1. Google Calendar
จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถเห็นปฏิทินนัดหมาย หรือ ตารางการทำงานของทีมงานของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อที่เราจะได้สามารถบริหารจัดการ มอบหมายงาน หรือนัดหมายการประชุม ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งจุดเด่นของ Google Calendar คือ สามารถมองเห็นปฏิทินการทำงานร่วมกันได้ ทำให้ทุกคนในทีมมองเห็นปฏิทินการทำงานเดียวกัน เมื่อมีกิจกรรม หรือ Event ใหม่ ๆ ทุกคน ก็สามารถช่วยกันใส่เข้าไปได้ ฝ่ายบุคคลของเราก็จะไม่เจอเหตุการณ์ว่าน้อง ๆ ในฝ่ายนัดหมายงานสำคัญมาอยู่วันเดียวกันอีกต่อไป ที่สำคัญเมื่อถึงเวลานัดหมายในปฏิทิน สามารถแจ้งผ่านอีเมล์ หรือ SMS ทำให้เราไม่ต้องพลาดการนัดหมายต่าง ๆ อีกต่อไป
วิธีการ เข้าไปที่ http://www.google.com/calendar/

2. Google Drive, Google Docs
ท่านสามารถสร้างเอกสาร ตาราง การนำเสนอแบบออนไลน์ที่สามารถเปิดได้ทุกเวลาและในทุกที่ที่สามารถเข้าอินเทอร์เน็ตได้ นั่นหมายความว่าท่านไม่ต้องพกไฟล์ใส่ Thumb drive ไปไหนมาไหนที่สำคัญท่านสามารถนำไฟล์ที่มีอยู่ในเครื่องอยู่แล้ว Upload ขึ้นไปไว้ใน Google
Drive หรือจะ Download มาไว้ที่เครื่องก็ทำได้เช่นกัน
ความสะดวกแค่นี้คงไม่น่าใช้เท่าไหร่ ถ้า Google Drive จะไม่มีจุดเด่นคือ สามารถใช้งานร่วมกันหลาย ๆ คน แบบออนไลน์ได้ เช่น เรากำลังคุยถึงเอกสารงานสัมมนาที่มีน้อง ๆ 5 คนรับผิดชอบร่วมกัน ทุกคนสามารถเปิดดูพร้อม ๆ กัน ที่เครื่องของตนเอง บางคนอาจอยู่ที่บ้าน
บางคนอยู่ร้านกาแฟ และสนุกตรงที่ทุกคนสามารถแก้ไขเอกสารร่วมกันได้ เช่น ถ้ามีน้องคนนึงแก้ไขเอกสาร ทั้ง 5 คนที่ดูอยู่ร่วมกันจะเห็นการแก้ไขแบบออนไลน์ในเวลาเดียวกันเลย ซึ่งทำให้การทำงานได้เร็วขึ้น จากเดิมที่แก้ไขเอกสารเสร็จ ส่งให้ทุกคนในทีมตรวจ และแก้กันไปมาหลาย ๆรอบอย่างเดิม
เรานำ Google Drive มาใช้ง่าย ๆ กับงานธุรการ เช่น การออกจดหมายบริษัทจากเดิมที่ทุกคนต้องมาหาพนักงานธุรการเพื่อขอเลขที่เอกสาร เพื่อพิมพ์ในจดหมายออก จากนี้ไปทุกคนสามารถเข้ามาเพิ่มเลขที่เอกสาร และเรื่องที่นำออกได้เลย ทุกคนสามารถเห็นเลขสุดท้าย
และเพิ่มเข้าไปได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินมาหาพนักงานธุรการอย่างเดิม
วิธีการ เข้าไปที่ http://docs.google.com/

3. Google Group
เป็นการตั้งกลุ่ม เพื่อแชร์ความรู้หรือความสนใจในเรื่องเดียวกัน เช่น เวลาที่เรามีข้อมูลหรือความรู้ใหม่ ๆ แล้วอยากส่งให้น้อง ๆ ทุกคนในทีมงานได้อ่าน เพียงแค่ท่านส่งเมล์ไปที่กลุ่มของ Google Groups ที่เราตั้งขึ้น อีเมล์นี้จะส่งถึงสมาชิกของกลุ่ม ซึ่งคือน้อง ๆ ทุกคนในทีม
นอกจากนั้น อีเมล์นี้จะไปโพสต์เป็นเหมือนกระทู้ในเว็บบอร์ดในกลุ่มของเรา ทำให้เราสามารถค้นหาย้อนหลังได้ทั้งหมด ที่สำคัญเมื่อไหร่ที่เกิดการสนทนา ด้วยการ reply เมล์นี้ ก็จะส่งข้อคิดเห็นไปยังสมาชิกทุกคนในกลุ่มด้วย
วิธีการ เข้าไปที่ http://groups.google.co.th/

4. Google Map, Street View
หลายคนต้องเดินทางกันเป็นกิจวัตร เพราะต้องไปร่วมงานต่าง ๆ ของพนักงานกันไม่เว้นแต่ละวัน บางครั้งเราก็ไม่สามารถกะเวลาได้ถูกเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยเครื่องมือเด็ด ๆ อย่าง Google Map เป็นเครื่องมือง่าย ๆ ที่ทำให้เราสามารถทราบระยะทางการเดินทางได้ รวมถึงประมาณเวลาที่จะเดินทางไปถึงได้ด้วยและยังบอกเส้นทางการเดินทางว่าไปถนนสายไหน อย่างไร ทำให้เราสามารถกำหนดเวลาในการเดินทางอย่างคร่าว ๆ ได้เพียงแค่ใส่จุดเริ่มต้นเดินทาง และจุดสิ้นสุดที่ต้องการไปเท่านั้นเอง และปัจจุบันยังมี Street View พื้นที่ กรุงเทพและปริมณฑลที่สามารถเห็นหน้าตึก หน้าบ้านของจุดนัดหมายเพื่อการวางแผนการเดินทางได้ละเอียดมากขึ้นไม่ทำให้ทีมของเราหลงทาง
วิธีการ เข้าไปที่ http://maps.google.co.th/

5. Google+
เป็น social network ที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ลักษณะคล้ายกับ Facebook คุณสมบัติที่พิเศษประการหนึ่ง คือ หากเราทำกิจกรรมกับ google app ตัวอื่นๆ เจ้าสิ่งนี้จะแสดงให้เราเห็นในหน้าของเราทันที เช่น คุณ Post Clip ลงบน Youtube เพื่อนๆ ของคุณก็สามารถรู้ได้ทันที
ว่าคุณ post อะไร ไม่ต้องนำ link มาวาง รวมไปถึง Google+ นี้ ยังมีหน้า page เพื่อโปรโมท สินค้า องค์กร หรือกิจกรรมต่างๆ ได้เช่นเดียวกัน
วิธีการ เข้าไปที่ https://plus.google.com/

6. Youtube 
คือ อีกหนึ่ง app ที่ผู้คนมากมายใช้เป็นแหล่งบันเทิง หาความรู้ โปรโมทสินค้า รวมไปถึงการบันทึกสิ่งดีดีที่เข้ามาในชีวิต การนำ Youtube มาเสริมทัพการทำงานเป็นทีม ที่ผู้เขียนทำอยู่คือประมวลภาพกิจกรรม หรือ เลือกช็อตเด็ดคำพูดที่วิทยากรบรรยายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างทีมงานมาแบ่งปัน เป็นองค์ความรู้ที่ทานง่าย เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย เพราะงานวิจัยหลายๆ ฉบับได้สรุปว่า การชมภาพเคลื่อนไหวและมีเสียงประกอบที่ตื่นตาตื่นใจ ผู้ชมสามารถรับรู้สิ่งๆ ต่างๆ ได้ยาวนานกว่าการอ่านหรือการพูดทั่วๆไป
วิธีการ เข้าไปที่ http://www.youtube.com/

          โดยสรุปจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันมีเครื่องมือฟรี ๆ อีกจำนวนมาก ซึ่งถ้าเรานำมาประยุกต์ใช้งาน
ก็สามารถทำให้งานของเราง่ายขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น และวิธีการใช้งานก็ง่ายมาก ๆ และยังสามารถเข้ารับบริการบน Smartphone ระบบปฏิบัติการ Andriod ด้วยการเชื่อมต่อกับ Gmail ที่ใช้สมัคร Play Store เพื่อ download app ที่เกี่ยวข้องได้มากมาย

          นอกจากที่ผู้เขียน นำเสนอไปนั้นยังมี อีกหลายเครื่องมือที่น่าสนใจ เช่น Google Finance ใช้จัดการด้านการเงิน ดูข่าวสารแวดวงตลาดหุ้น, Google+ Hangout เป็นเครื่องมือในการสนทนาที่สามารถทำเป็น vdo conference ได้, Blogger เล่าเรื่องราวบทความที่น่าสนใจลงใน blog ของเรา, Web Store บน Google Chrome เป็นแหล่งบรรจุเครื่องมือและสื่อบันเทิงหลากหลาย พร้อมติดตั้งลงไปใน Browser ของเราทันที

          ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้คงถูกใจคนรักเทคโนโลยี และคนที่ต้องทำงานเป็นทีม หากเรารู้จักเลือกใช้
สิ่งที่เหมาะสมไม่มากหรือน้อยไป เวลาที่เรามีอยู่อย่างจำกัดเราจะสามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทีมงานของเราก็จะเป็นทีมงานที่บริหารจัดการเรื่องต่าง ๆได้อย่างชาญฉลาดต่อไป

อ้างอิง อ.ทศพล อมรพิชญ์ปรัชญา
ปรับปรุงข้อมูลโดย UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559

เสริมสร้างความผูกพันให้กับพนักงาน ด้วยกิจกรรม


ผู้จัดการและหัวหน้างานสามารถเพิ่มความผูกพันของพนักงานให้มากขึ้นด้วยกิจกรรม 10 อย่างที่สามารถทำได้ไม่ยาก ดังต่อไปนี้

1. Team Retrospective ทบทวนผลงานที่ผ่านมากับทีมงาน

2. Walking Meetings การประชุมระหว่างเดินไปไหนด้วยกัน

3. Meeting With Gratitude เริ่มการประชุมด้วยการขอบคุณ

4. Stay Interview สัมภาษณ์ พนักงานที่ยังอยู่

5. One on One Meeting ประชุมแบบตัวต่อตัว

6. Career Planวางแผนอาชีพ

7. Job Shadowing ให้พนักงานติดตามดูการทำงานเป็นตัวอย่าง

8. Lunch And Learn เรียนรู้ระหว่างมื้ออาหารกลางวัน

9. Objectives and Key Result ตั้งวัตถุประสงค์และผลลัพธ์ที่ต้องการ

10. Quiet Day ให้มีวันสงบเงียบ ติดต่อกันด้วยอีเมล์ พูดคุยเท่าที่จำเป็น

กิจกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เราทำกันได้อยู่แล้ว และไม่มีค่าใช้จ่ายด้วยซ้ำ ดังนั้น ถ้าทำเป็นประจำจะช่วยให้พนักงานมีความผูกพันในงานมากขึ้น

ที่มา : humanrevod.wordpress.com
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก