วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559

สอนงานลูกน้องจากความผิดพลาด



          บางคนชอบทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ เช่น การเดาะลิ้นเวลารับประทานอาหาร ซึ่งถ้าอยู่ในยุโรป การทำพฤติกรรมไร้มารยาทเช่นนี้มักถูกรังเกียจอย่างรุนแรง มีคนที่พอรู้เช่นนั้นแล้วเลิกทำ แต่ก็มีบางคนที่ถึงจะบอกไปก็ไม่ได้แก้ไข หรือไม่คิดจะแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าว

          คนประเภทหลังที่ไม่รู้จักเรียนรู้นั้น ต้องให้ไปอยู่ที่ยุโรปและได้รับความอับอายสักครั้งถึงจะดี เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น คนประเภทนี้ก็จะไม่มีวันรู้สึกถึงพฤติกรรมอันน่ารังเกียจดังกล่าว

          ด้วยเหตุนี้ การปล่อยให้ลูกน้องทำเรื่องผิดพลาดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เป็นหัวหน้าพึงกระทำ หากอยู่ในขอบเขตที่หัวหน้าสามารถเฝ้าดูได้ และถึงแม้จะผิดพลาดก็แค่เจ็บตัวเพียงเล็กน้อย แต่การที่ได้รับรู้รสชาติของความเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนั้น จะทำให้เขารู้สึกตัวว่าตัวเองทำผิด

           แม้แต่การขับรถก็เหมือนกัน ในตอนแรกที่ถอยรถเข้า ๆ ออก ๆ ก็คงมีบ้างที่เอาด้านข้างไปถู หรือไปชนกับรถข้าง ๆ ที่ลานจอดรถของซูเปอร์มาร์เก็ต หรือไม่ก็ต้องเคยเกิดอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งนั่นก็จะทำให้ผู้ขับมีความชำนาญในการขับรถมากขึ้น คนที่ไม่เคยประสบอุบัติเหตุเลยแม้แต่ครั้งเดียว พอผ่านไป10 ปี 20 ปี กลับประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่รุนแรงถึงชีวิต ที่เป็นเช่นนั้นเพราะพวกเขามีความมั่นใจในตัวเองมากเกินไปจนทำให้เกิดความพลั้งเผลอได้

          ในด้านธุรกิจก็เช่นกัน ควรให้ลูกน้องได้รู้จักกับความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยเร็ว ดีกว่าที่จะให้กลายเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงที่ทำให้โครงสร้างของบริษัทสั่นคลอนในภายหลัง

          ตัวอย่างเช่น เมื่อดูงานของลูกน้องจากประสบการณ์ก็พอจะรู้ว่า “ตรงนี้ผิด” แต่ก็ยังบอกกับลูกน้องว่า “โอ้! ทำได้ดีนี่นา…พยายามทำต่อไปนะ” แล้วปล่อยให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นอย่างที่คาดไว้
           
UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

4 เทคนิคสนุก ปลุกการประชุมให้มีชีวิตชีวา



          ไม่ว่าคุณจะชอบการประชุมหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือคุณไม่อาจหลีกเลี่ยงมันได้ เพราะการประชุมเป็นวิธีหนึ่งที่จะสื่อสารข้อมูลใหม่ ๆ ไปยังพนักงาน เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่สำคัญ ประกาศนโยบาย บอกเล่าแผนการทำงาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน และมุ่งไปยังเป้าหมายเดียวกัน
บ่อยครั้งที่การประชุมดูจะเป็นอะไรที่น่าเบื่อหน่ายสำหรับพนักงาน จึงต้องมีวิธีการกระตุ้นให้การประชุมมีชีวิตชีวา และเกิดประโยชน์สูงสุด จึงขอเสนอ 4 เทคนิคการประชุมที่คุณสามารถนำมาใช้เพื่อปลุกผู้ร่วมประชุมของคุณให้รู้สึกสนุกสนานไปกับการประชุม และเกิดผลลัพธ์ที่น่าพอใจจากการประชุมที่จัดขึ้น ดังนี้

1. ทำให้การประชุมเป็นเรื่องสนุก
ก่อนการประชุมลองหาเรื่องสนุก ๆ มาเล่าเพื่อผ่อนคลายความเครียด ของพนักงานลงก่อน การหัวเราะจะช่วยสลายกำแพง ละลายพฤติกรรม ของพนักงานทำให้การประชุมไม่น่าเบื่อและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ด้วยของเล่น
ผู้ใหญ่กับเด็กมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ พวกเขาชอบของเล่น ลองนำของเล่น เช่น ลูกบอลนวดมือ สปริงเด้งดึ๋งสีรุ้ง (ฝรั่งเรียก Slinkies ส่วนบ้านเราเรียก สกายฮูป) เข้าห้องประชุมไปด้วย แล้วให้ผู้เข้าประชุมได้ผลัดกันเล่น มีผู้ทดลองแล้วพบว่าผู้ประชุมที่มีอะไรให้เล่นไปด้วยจะมีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น

UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

เตรียมความพร้อมก่อนพรีเซนต์ (7 เทคนิคพรีเซนต์งานขั้นเทพ)



          เคล็ดไม่ลับ ฉบับงานพรีเซนต์เลิศ ๆ กับเทคนิคทั้ง 7 ในการเรียนหรือการทำงาน ที่มักจะต้องพรีเซนต์งานต่างๆอยู่เสมอ แต่กระนั้น ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความถนัดในด้านนี้ ดังนั้น จึงรวบรวม 7 เทคนิคสำคัญเพื่อการพรีเซนต์งานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

1.เริ่มด้วย "ทำไม"
ทางที่ดีเราควรเริ่มต้นการนำเสนอผลงานของคุณด้วยเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ รวมทั้งข้อดี และประโยชน์จากการจัดทำผลงาน เพราะคนส่วนมากอาจไม่สนใจว่าคุณทำอะไร แต่อาจสนใจว่าคุณทำเพราะอะไร และ มีประโยชน์อย่างไร

2.ทำความรู้จักกับกลุ่มผู้ฟั
การศึกษาข้อมูลของกลุ่มผู้ฟัง และรู้จักพวกเขาให้ดีพอจะเอื้อประโยชน์เป็นอย่างมากในการนำเสนอ และโน้มน้าวผู้ฟัง หากคุณรู้ว่าพวกเขาเชื่อ และสนใจในสิ่งใดบ้าง ทั้งนี้ยังรวมถึงสไตล์การพูดที่ควรปรับให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟังด้วยเช่นกัน

3.นำเสนอด้วยภาพและคงความเรียบง่าย
ควรใช้ภาพเป็นสื่อในการนำเสนอข้อมูลแทนข้อความยาวๆ และตัวเลขทางสถิติต่างๆ เพราะข้อมูลที่คุณต้องการนำเสนอจะเป็นที่จดจำมากกว่าหากเป็นภาพที่น่าสนใจ และควรหลีกเลี่ยงการใส่ข้อมูลที่มากเกินไป พยายามใช้ข้อความในแต่ละสไลด์ให้ กระชับและชัดเจน

4.บอกเล่าด้วยเรื่องราว
การพรีเซนต์งานด้วยข้อมูลหนักๆ และตัวเลขทางสถิติอาจทำให้คุณดูมีความรู้ แต่แน่นอนว่าอาจไม่มีใครจำสิ่งที่คุณพูดได้ ในทางกลับกัน การบอกเล่าด้วยเรื่องราว อารมณ์ และมุ่งเน้นความสนใจกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะทำให้ผู้ฟังจดจำได้ดีกว่า นอกจากนั้น คุณไม่ควรอ่านจากสไลด์ หรือสคริปท์โดยตรง แต่ควรใช้เพียงโน๊ตสั้นๆและเล่าด้วยจังหวะที่เป็นธรรมชาติ


UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

เรียนรู้จากความสำเร็จของ น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์



          ขอร่วมแสดงความยินดีในการก้าวสู่มือ 1 ของนักแบดมินตันระดับโลก น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ เธอคือขวัญใจชาวไทย หญิงแกร่งยอดนักสู้ในขณะนี้ สิ่งที่น่าสนใจมากสำหรับความสำเร็จคือ กว่าจะได้มาซึ่งความสำเร็จนั้นเธอฟันฝ่าอะไรมาบ้าง แน่นอนว่าไม่ใช่เรืองง่ายๆเลย เรามาเรียนรู้วิถีเธอสู่การประยุกต์ใช้กับวิถีเราเพื่อความสำเร็จกันครับ
เรามาถอดบทเรียนชีวิตของน้องเมย์ รัชนกกันครับว่าเธอมีอะไรให้เราได้เรียนรู้เพื่อต่อยอดไปสู่ความสำเร็จได้บ้าง

1. เริ่มเร็วเริ่มช้าไม่สำคัญ เท่ากับเริ่มแล้วพยายามจนสุดหรือยัง น้องเมย์คว้าแชมป์แรกในชีวิตตอนอายุ 7 ปี และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการตั้งเป้าให้สูงสุด และยากขึ้น ท้าทายตัวเองไปอย่างไม่หยุดยั้ง และน้องเมย์ รัชนก เคยให้สัมภาษณ์สื่ออย่างน่าประทับใจว่า น้องเมย์ไม่ได้เหนือคนอื่นเลยเมื่อเทียบกับคนที่อายุมากกว่า แต่น้องเมย์ให้เหตุผลว่า เพราะเธอซ้อมเยอะกว่าคนอื่นมากกว่าจึงสำเร็จได้เร็วกว่า

2. การมีโค้ชจะทำให้คุณอุ่นใจ และจะทำให้เราไม่หงทิศ และมีส่วนมุ่งไปสู่ความสำเร็จได้เร็วขึ้น น้องเมย์ รัชนก มีโค้ชชาวจีนชื่อว่า เซี๊ยะ จือหัว เป็นที่ปรึกษาและคอยดูแลการฝึกมาตลอด 20 ปี

3. ความหมั่นเพียรและสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้จะมีโค้ชระดับเซียนเพียงใด แต่หากเราไม่มีแรงผลักดันจากภายในตัวเองก็ยากที่จะไปถึงฝั่งฝัน น้องเมย์ รัชนก หมั่นเพียรในการฝึกฝนตลอด 365 วัน วันละ 7 ชั่วโมง หรืออย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง

4. อ่อนน้อมถ่อมตนคือคุณสมบัติของผู้ยิ่งใหญ่ สังเกตไหมครับว่า น้องเมย์ รัชนก จะยกมือไหว้ทุกคนที่เกี่ยวข้องในการแข่งขัน จากใจจริงๆ ดูแล้วน่ารักมากๆจนสมาคมแบดมินตันของอินเดียกล่าวยกย่องในการแสดงออกของน้องเมย์ รัชนก บางครั้งการตั้งใจทำสิ่งดีๆจากใจที่ดูเหมือนจะเล็กๆอย่างการยกมือไหว้ หรือทำความเคารพมันก็ทำให้หลายๆคนมองว่ามันยอดเยี่ยมและยิ่งใหญ่ได้

5. ความรักและการสนับสนุนจากครอบครัวคือพลังอันยิ่งใหญ่ จุดเริ่มต้นของความสนใจเรื่องแบดมินตันของน้องเมย์ รัชนก คือ ช่วงสมัยที่เป็นเด็กซนที่โรงงานขนมไทยบ้านทองหยอด แม่ปุก (กมลา ทองกร ซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานขนมไทยบ้านทองหยอด) ใช้กุศโลบายอย่างเนียบเนียนให้น้องเมย์ รัชนกเปลี่ยนความซนเป็นการเล่นกีฬาแบดมินตัน เพราะเกรงเรื่องอันตรายที่ต้องมาวิ่งแล่นแถวโรงงาน ในส่วนพ่อกับแม่ของน้องเมย์ รัชนก ก็ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และเป็นกำลังใจให้ตลอดจนประสบความสำเร็จ

6. ความอดทนคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จ น้องเมย์ รัชนก เคยให้สะมภาษณ์ว่า เรื่องควมอดทน คือ สิ่งที่น้องเมย์ยึดถือปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอ เพราะการซ้อมหนักมาก บางครั้งอาจมีท้อแท้บ้าง แต่เพราะเรามีความอดทนจึงไม่ยอมปล่อยความสำเร็จให้หลุดมือไปง่ายๆ

7. อย่ายึดติดกับความสำเร็จหลงตัวเอง น้องเมย์ รัชนก เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมในเรื่องการประสบความสำเร็จในระดับต่างๆแล้วยังทำหน้าที่สำคัญด้วยความไม่ประมาท คือ การลงมือซ้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับความสำเร็จที่ยกระดับตัวเองขึ้น

8. ไม่มีความสำเร็จใดได้มาฟรีๆ ความสำเร็จระดับโลกและหลายๆความสำเร็จในชีวิตที่ผ่านมา น้องเมย์ รัชนก
ต้องแลกกับชีวิตบางช่วงที่ขาดหายนั้น คือ ความเป็นวัยรุ่น ในช่วงเวลาวัยรุ่นทั่วไปอาจใช้เวลาว่างไปเที่ยวดูหนัง
ฟังเพลง แต่น้องเมย์ รัชนก กลับใช้เวลาช่วงนั้นมาซ้อมตีแบด เพื่อความสำเร็จ และเพื่อประเทศชาติน้องเมย์เธอเสียสละเพื่อแลกมาได้ น่ายกย่องมากๆครับ

          ก็ขอชื่นชมและยกย่องในความพยายามของน้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ อีกครั้งนะครับ ในความอุตสาหะมุ่งมั่นตั้งใจ
จนนำพาตัวเองก้าวไปถึงจุดสูงสุดในวิชาชีพของตนเองได้ เป็นโอกาสดีครับที่เราจะได้เรียนรู้เพื่อนำมาต่อยอดสู่ความสำเร็จในแบบเราบ้าง

ที่มา : www.tonypuy.com
 UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559

เคล็ดลับ 19 ข้อ สำหรับภาวะผู้นำที่ประสบความสำเร็จ



1. รักษาสัมพันธภาพที่ดีกับนายของท่าน สัมพันธภาพที่ดีมีผลโดยตรงกับความสามารถของท่านที่จะสร้างความพอใจ และผูกใจผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้นำที่มีความสามารถได้รับอำนาจจากนายของเขา

2. ทำตัวอย่างที่ดี ในสิ่งที่ท่านอยากให้ผู้ร่วมงานปฏิบัติ เช่น มีความจริงใจ ซื่อสัตย์ ควบคุมอารมณ์ใช้ปัญญา กล้าตัดสินใจ ยืดหยุ่นมีเหตุผล กำหนดวัตถุประสงค์ ริเริ่ม กระตือรือร้น ท่านต้องให้มีคุณสมบัติเหล่านี้ ท่านต้องเป็นแบบอย่าง การเป็นแบบอย่างเป็นยุทธวิธีที่ดีมากสำหรับผู้นำที่มีความสามารถ

3. บอกความคาดหวังท่านชัดเจน ท่านคาดหวังอย่างไรกับผู้ร่วมงานที่เขาจะทำให้เกิดความพึงพอใจกับท่าน อย่าคิดเอาเองว่าเขาจะทราบไม่ต้องกลัวที่จะบอกเขาว่าท่านต้องการอะไร บอกเขาก่อนที่เขาจะทำงาน และเตือนเขาบ่อย ๆ เท่าที่จะทำได้

4. นัดประชุมเพื่อสร้างทีมให้เข้มแข็ง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดให้กลุ่มมุ่งเน้นที่เป้าหมาย

5. ให้รางวัลผู้ให้ความร่วมมือและทำงานหนัก ถ้าให้รางวัลเขาแล้ว เขาจะทำงานดีขึ้น

6. ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล และหาประโยชน์จากความแตกต่างเหล่านั้น

7. ให้คำชมบางคนที่ให้ความร่วมมือกับทีมดูวัตถุประสงค์ ความจริงใจ และความถี่ ท่านแน่ใจว่าเขาทำตามความคาดหวังของท่าน และสามารถปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น

8. รับฟังผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้ร่วมงานจะรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ท่านจะได้รับความนับถือและไดรับความจริงใจมากขึ้น ท่านจะได้ทราบความเป็นไปในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น

9. เลือกบุคคลที่สามารถทำงานกันเป็นทีม ไม่มีการฝึกอบรมชนิดใดที่จะเปลี่ยนแปลงบุคลากรที่แปลกแยกจากทีมของท่านได้มากนัก ให้พิถีพิถันในการเลือกคน อย่าต้องมาจ่ายเงินเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งผิด ๆ ทิ้งไว้ให้คู่แข่งของท่านจะสวยกว่า

10. ร่วมกันกำหนดเป้าหมายทัศนภาพ สร้างแรงจูงใจ และเหตุผลต่าง ๆ ไม่ต้องบอกว่าเขาต้องทำอะไรในสถานการณ์ต่าง ๆ และให้เขาช่วยตัดสินใจในวิธีการที่ดีที่สุดในการที่จะทำให้บรรลุผลตามความต้องการต่าง ๆ เหล่านั้น

11. ยอมรับความผิดพลาด การยอมรับความผิดพลาดแสดงถึงความเข้มแข็งมากกว่าการแสดงความอ่อนแอ

12. อย่าให้คำมั่นสัญญาอะไรง่าย ๆ มีสองสิ่งที่จะเกิดขึ้น เวลาให้สัญญาไม่เป็นสิ่งที่ดีนัก นั่นก็คือ มีความคาดหวังให้เป็นไปตามสัญญา และถ้าไม่เป็นไปตามสัญญา มิตรภาพก็จะสลายไป

13. บริหารเวลาให้ดี ควรมีเวลาให้เพื่อนร่วมงานของท่านบ้าง

14. มอบหมายงานให้เหมาะสมกับคนสอดคล้องกับความต้องการขององค์กร สิ่งนี้เป็นคำตอบที่ดีสำหรับคำถามที่ว่า "ข้าพเจ้าจะจู.ใจลูกน้องได้อย่างไร"

15. ท่านต้องยอมรับค่าของคนตามความแตกต่างของบุคลากร ท่านก็คงทราบว่าสิ่งใดที่จะทำให้ท่านรู้สึกดีขึ้น คนอื่น ก็เช่นเดียวกับท่าน ทุกคนต้องการมีความรู้สึกว่าตนเองสำคัญ ถ้าท่านยกย่องเขา เขาก็ยกย่องท่าน

16. แก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างซื่อตรง และยุติธรรม ให้ตระหนักถึงสไตล์การแก้ปัญหาความขัดแย้งของท่าน เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์

17. ให้ข้อมูลในการทำงานก่อนที่เขาจะทำงาน เพื่อนร่วมงานต้องการข้อมูลที่จำเป็นในการทำงาน เมื่อท่านมอบหมายงานท่านต้องให้ข้อมูลเขา

18. ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นจากแรงกดดันของแต่ละวันบ้าง ท่านต้องมีเวลาคิดว่าจะทำอย่างไรดีให้เป้าหมายบรรลุผล ควรจะวางแผนอย่างไร มิฉะนั้นท่านก็จะต้องต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ โอกาสที่ท่านจะประสบความสำเร็จยากมากต้องปล่อยวางบ้าง

19. อย่าเป็นคนที่เคร่งเครียดจนเกินไป ร่าเริงและเป็นกันเองกับลูกน้องบ้าง

โดย : รศ.สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์
 UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

วิธีเติมความคิดสร้างสรรค์ในทุกๆ วันของการทำงาน



          ทุกคนล้วนทราบดีว่าการมีความคิดสร้างสรรค์หรือ Creativity นั้น เป็นสิ่งที่มีค่าและจำเป็น โดยเฉพาะในการทำธุรกิจที่ต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขัน ไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์นั้นคือสิ่งชี้ขาดระหว่างผู้นำและผู้ตามในตลาดเลยทีเดียว

เวลาที่ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายหรือเป็นอาจารย์สอนนักศึกษา หนึ่งในคำถามที่ผมมักถามอยู่เสมอคือ “ความคิดสร้างสรรค์ สร้างได้หรือเป็นพรสวรรค์?” เพราะคนส่วนมากมักคิดเอาเองว่าการมีความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นพรสวรรค์ที่มีมาในเฉพาะบุคคลกลุ่มหนึ่ง และการนำเอาความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในธุรกิจนั้นเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารหรือการตลาดเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่บ่มเพาะขึ้นมาได้ และเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องฝึกฝนโดยเฉพาะผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถฝึกฝนตนเองและบุคลากรให้มีการนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในธุรกิจได้ โดยมีข้อคิดดังนี้ครับ

สร้างวัฒนธรรมของการ “ฟัง” ที่ดี
หนึ่งในเทรนด์ด้าน Personal Development ที่เกิดขึ้นทั่วโลกที่ผมสังเกตเห็นคือ การที่ผู้บริหารเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาตนเองด้านทักษะ “การฟัง” พอๆ กับการพัฒนาทักษะ “การพูด” เพราะความคิดดีๆ ในการแก้ปัญหาและทำธุรกิจนั้นมักเกิดขึ้นเมื่อมีการระดมความคิด โดยเฉพาะในยามที่มีการพูดคุยกันระหว่างทีมงานต่างแผนก ซึ่งนอกเหนือจากการที่ทีมงานต่างหน้าที่จะได้เรียนรู้มุมมองของกันและกันแล้ว ยังสามารถนำแนวคิดที่ได้ไปประยุกต์แก้ปัญหาอื่นๆ ในหน้าที่การงานของตัวเองอีกด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันที่การแข่งขันในเชิงธุรกิจทั้งภายในและภายนอกองค์กรนั้นทวีความรุนแรงขึ้น บ่อยครั้งที่การระดมความคิดเพื่อแก้ปัญหากลับกลายเป็นการประชันขันแข่งกันเพื่อให้ไอเดียของตัวเองเป็นใหญ่ รวมถึงกลายเป็นพื้นที่แสดงผลงานหรืออีโก้ของแต่ละคนไปแทนที่จะรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน วัฒนธรรมการ “ฟัง” ที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝัง โดยเริ่มจากผู้นำที่ต้องเป็นทั้งผู้ถ่ายทอดและผู้ปฏิบัติที่ดีจึงจะสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เกิดขึ้นได้สำเร็จ

เปลี่ยนมุมของการมองปัญหา
ความคิดสร้างสรรค์มีความจำเป็นมาก โดยเฉพาะในเวลาที่ธุรกิจติดอยู่ในวังวนของปัญหา ไม่สามารถหาคำตอบที่เหมาะสมได้ หนึ่งในวิธีที่ผู้ประกอบการใช้ได้ผลมากคือการเปลี่ยนมุมมองของคำถาม ตั้งโจทย์ใหม่ให้กับปัญหาเดิม ซึ่งบ่อยครั้งที่วิธีนี้สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ และบ่อยครั้งเป็นการจุดชนวนสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆอีกด้วย
ผมขอยกตัวอย่างวิธีที่ผมใช้ประจำในการเพิ่มยอดขาย คือการเปลี่ยนมุมมองของพนักงานขายที่ต้องรับเป้ายอดขายที่ดูเหมือนจะสูงเกินเอื้อมจนทำให้รู้สึกท้อ ให้เป็นจำนวนลูกค้าที่ต้องซื้อต่อเดือน จำนวนลูกค้าที่ต้องเข้าไปเสนองานต่อเดือน จนถึงจำนวนลูกค้าที่ต้องเข้าไปนำเสนอต่อวันอันเป็นตัวเลขที่สามารถทำได้จริงและจับต้องได้ นี่จึงเป็นตัวอย่างของวิธีการตั้งโจทย์ให้กับปัญหาเดิม โดยเปลี่ยนจาก “ยอดขาย” ให้มาเป็น “จำนวนลูกค้าที่ต้องเสนอ”

ส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Cross-Industry
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ Henry Ford ผู้ก่อตั้งรถยนต์ Ford เริ่มต้นธุรกิจ รถยนต์รุ่น T-Model ของเขาเริ่มขายดีมากจนผลิตไม่ทัน Henry Ford ใช้ความคิดและความพยายามอย่างหนักในการเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรในโรงงานให้สามารถประกอบรถเสร็จหนึ่งคันได้ในเวลาที่เร็วขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพในการผลิตก็ยังไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร จนกระทั่งเขาได้ไปเห็นวิธีการของโรงงานชำแหละเนื้อที่ใช้ “สายพาน” ในการชำแหละ Henry Ford จึงสามารถคิดค้นระบบ “Assembly Line” ในการประกอบรถยนต์ที่ได้ประสิทธิภาพสูงในเวลาที่จำกัด จนกลายเป็นต้นแบบของอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลก
บางครั้งการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาก็มาจากการที่เราได้ประยุกต์หล่อหลอมประสบการณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน ยิ่งเรามีความรู้รอบตัวมากเท่าไร ทักษะในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ก็มีมากเท่านั้น บริษัทชั้นนำที่เข้าใจรับทราบถึงความจริงในข้อนี้มักจะส่งเสริมให้บุคลากรของเขามีการทำกิจกรรมหรือเรียนรู้สิ่งที่นอกเหนือจากการทำงานเสมอ

สร้างข้อจำกัดอย่างมีเหตุผล
“Creativity Loves Constraints” ความคิดสร้างสรรค์มักเกิดขึ้นเมื่อเราตกอยู่ในภาวะคับขันหรือมีข้อจำกัด ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่เมื่อเราสบาย ไม่เร่งรีบ ไม่มีความเดือดร้อน เราก็จะไม่พยายามหรือไม่อาจดึงศักยภาพของเราออกมาได้ทั้งหมด ความคิดสร้างสรรค์ก็เช่นกัน
ผู้ประกอบการ หรือหัวหน้างานที่ดีจึงต้องรู้ถึงความสำคัญของการสร้างข้อจำกัด รวมทั้ง “Sense of Urgency” ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขที่เหมาะสม ข้อจำกัดเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันให้ทีมงานระดมสมองใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหามากกว่าหวังพึ่งการแก้ปัญหาด้วยเงินหรือทรัพยากรของบริษัท รวมทั้งความท้าทายที่อยู่ในขอบเขตจะทำให้ทีมงานรู้สึกสนุกตื่นเต้น และมีความกระหายในชัยชนะมากขึ้นอีกด้วย

          ทั้ง 4 ข้อนี้เป็นวิธีที่สามารถช่วยให้องค์กรมีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งบ่อยครั้งนอกจากจะแก้ปัญหาแล้วยังเป็นที่มาของนวัตกรรมทางด้านธุรกิจและสินค้าใหม่อีกด้วย

ธีระ กนกกาญจนรัตน์
http://www.facebook.com/SMECompass
โดย UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

15 เทคนิคที่จะช่วยสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้กับคุณ (15 Tips on How to Retain Designer’s Creativity)


          สำหรับศิลปินแล้ว (ซึ่งจริงๆแล้วผมว่าไม่ใช่แค่ศิลปินหรอก ผมว่าทุกๆอาชีพมันก็ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์หมดแหละนะ) ไม่ว่าใครๆก็คงจะต้องเจอกับสถานการณ์ "สมองตัน" แน่ๆล่ะ... คิดงานไม่ออก ไม่มีแรงบันดาลใจที่จะทำงาน แล้วก็อะไรต่างๆอีกมากมายที่ทำให้เรารู้สึกว่า "คิดไม่ออกว้อยยย!!!"... เฮ่อ! แต่จะทำไงดีล่ะ ทั้งเพื่อนร่วมงาน ทั้งลูกค้า ก็ยังอยากให้เราจะทำงานเจ๋งๆออกมา ณ ช่วงเวลานั้น จะทำไงดีล่ะที่จะทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ มีแรงบันดาลใจที่จะสร้างงานเจ๋งๆออกมาได้...??
          ก็… จริงๆแล้วมันก็มีอยู่หลายวิธีน่ะนะ ที่จะช่วยให้หลอดไฟในหัวของคุณมัน "ปิ๊ง" ขึ้นมาได้ และในบทความนี้ก็จะขอนำเสนอเทคนิคเล็กๆน้อยๆ ที่จะช่วยให้คุณระเบิดความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในตัวคุณออกมาได้ ย้ากกก!!! ตาม มา อ่าน กัน ได้ เลย!!!
1. หาสิ่งที่คุณอยากทำ
หาไปเลย หางาน(งานอดิเรกหรืออาชีพ)ที่คุณรัก หาสิ่งที่คุณทำได้ หรือสิ่งที่คุณคิดว่าคุณอยากจะทำ สิ่งที่คุณรู้สึกว่า "ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้" ซึ่งมันก็อาจจะเป็นได้ทั้ง การเขียน ถ่ายรูป การวาด การปั้น การออกแบบ และการทำสิ่งอื่นๆอีกมากมาย ที่คุณรู้สึกว่ามันจะช่วยให้คุณแสดงพรสวรรค์ของคุณออกมาได้ 
2. อ่านหนังสือ
เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีอาการ "สมองตัน" การอ่านหนังสือดีๆสักเล่มช่วยคุณได้ครับ ไอเดียดีๆบางอย่างมันจะค่อยๆผุดขึ้นมา และมันจะดียิ่งขึ้นถ้าคุณหาข้อมูลที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณทำ
ก็แนะนำให้อ่านบทความดีๆนะครับ ทั้งหจากหนังสือ บล็อก หรือบทความในอินเตอร์เน็ต บทความที่ช่วยเสริมสร้างการคิด บทความที่ช่วยกระตุ้นตัวคุณ สร้างแรงบันดาลใจให้กับคุณ และสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้กับคุณ
3. ฝึกฝน
"ฝึกฝนเพื่อไปสู่ความเพอร์เฟ็กต์" จัดไปครับ การฝึกฝนเป็นสิ่งที่ดีมากๆที่จะช่วยลับฝีมือของคุณ อยากทำอะไรก็ทำมันไปเรื่อยๆ ทำไปทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการเขียน ออกแบบ ถ่ายภาพ ฯลฯ ยิ่งคุณฝึกฝนมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งรักในสิ่งที่คุณทำมากขึ้น เพราะคุณจะรู้สึกสนุกกับกับฝึกฝน สนุกกับการหาแนวทางการทำงานใหม่ๆ และสนุกกับการที่เห็นงานของคุณดีขึ้นมาเรื่อยๆ
4. รับฟังข้อคิด แนวคิด ความคิดเห็นจากผู้อื่น
ง่ายๆครับในสมัยนี้ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค ออนไลน์ไปครับ ลองแลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่นๆดู แต่ให้ดีก็ต้องหาเวลามาพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนๆก็จะดีกว่า เพราะการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนั้นช่วยให้คุณฝึกคิด รับอรรถรสของการสื่อสารได้อย่างเต็มที่ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ดีกว่า และ อาจช่วยให้คุณมีความคิดดีๆผุดขึ้นมาด้วยนะ
5. ฟังเพลง
ก่อนที่จะเริ่มทำงานใหม่ๆ ไม่ลองฟังเพลงดีๆที่คุณชอบและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคุณได้ดูล่ะ! การฟังเพลงดีๆช่วยสร้างพลังให้กับคุณครับ พลังที่ทรงประสิทธิภาพที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คุณอยากทำงาน ศิลปินบางคนทำงานไปและฟังเพลงไป บางทีร้องตามไปด้วย สนุกสุดๆเลย!!
6. ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์
ออกไปหาธรรมชาติบ้างครับ ให้ธรรมชาติสร้างแรงบันดาลใจให้กับคุณ แทนที่จะอุดอู้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ การเปลี่ยนบรรยากาศจะช่วยให้คุณดีขึ้นครับ การเดินเล่น ออกไปสัมผัสพลังของธรรมชาติก็ช่วยให้คุณสมองโล่งและช่วยให้คุณมีความคิดดีๆออกมาได้ รวมถึงการออกกำลังกายเล็กๆน้อยๆก็ยังช่วยกระตุ้นสมองคุณได้ด้วยนะ
7. อย่ากลัวที่จะลองทำอะไรใหม่ๆ
เวลาทำงาน งานอะไรก็ได้ ลองทำอะไรใหม่ๆดูบ้าง การทำงานแนวทดลอง ลองใช้วัสดุใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ แนวคิดใหม่ๆ อุปกรณ์ใหม่ๆ อย่าลืมว่าความคิดสร้างสรรค์มันไม่มีลิมิต แนวคิดนี้อาจะช่วยให้คุณทำงานเจ๋งๆแบบที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนออกมาก็ได้นะ
8. ลองทำตัวเป็น "คนไม่คิดอะไร" ดูบ้าง
การไม่คิดอะไร หรือ การทำให้สมองว่าง ก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยให้คุณผ่อนคลาย อาจจะเริ่มง่ายๆด้วยการจ้องมองบนผนังที่ว่างเปล่า หรือลองไปสัมผัสสนามหญ้านุ่มๆ หายใจเข้าออกลึกๆ และปล่อยวางความคิดต่างๆที่ทำให้คุณเครียดหรือเป็นกังวล แต่การทำให้สมองว่างมากเกินไปก็ไม่ดีเท่าไหร่นะ อาจจะดูเป็นคนที่ไม่คิดอะไรจนเหมือนกับว่าเรากลายเป็นซอมบี้ไปเลยก็ได้ เหอๆ
9. ลองทำงานแบบผิดๆดูบ้าง ก็ไม่เห็นเป็นอะไร
ถ้าเกิดคุณทำงานออกมาแล้วคุณไม่ชอบงานนั้น อย่าเพิ่งไปหงุดหงิดครับ ใครจะไปรู้ อาจมีคนชอบงานที่คุณไม่ชอบก็ได้ อย่าลืมว่าแต่ละคนมีมุมมองที่ต่างกันไป และนั่นก็อาจจะทำให้คุณกลับมาชอบงานของตัวเอง ดังนั้นอย่ากลัวที่จะทำงานแบบผิดๆออกมาครับ อย่ากลัวที่จะผิดพลาด และถ้ารู้สึกว่ามีข้อผิดพลาด ให้ใช้ความผิดพลาดนั้นเป็นตัวกระตุ้นให้คุณทำงานที่ดียิ่งๆขึ้นไป ไม่ว่างานนั้นมันจะยากแค่ไหนก็ตาม
10. เล่น เล่น เล่น และเล่นให้สนุก
ถ้ารู้สึกว่าทำงานออกมาแล้วตั้งไม่รู้กี่ชิ้นต่อกี่ชิ้น แต่ก็ยังไม่มีงานที่ชอบเลย!! พักก่อนครับ ออกไปเล่นอะไรกัน จะเล่นกีฬา เล่นเกม หรือลองทำอะไรที่คุณอยากจะทำแต่ยังไม่เคยมีโอกาส เช่น ทำเบเกอร์รี่ เขียนกลอน หรือทำอะไรอื่นๆก็ได้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้กลับมาสดชื่นและมีพลังขึ้นมาอีกครั้ง
11. เปิดใจและรับฟังความคิดเห็น
เวลาที่คุณทำงาน คุณควรรับฟังความคิดเห็นและคำวิจารณ์ เพราะมันอาจช่วยให้คุณพัฒนางานขึ้นมาได้มาก อย่าเพิ่งไปหงุดหงิดเมื่อได้ยินคนบอกให้คุณทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ อย่าเพิ่งไปต่อต้าน ให้คุณรู้สึกดีที่ได้ยินคำวิจารณ์หรือข้อคิดเห็น เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่า "พวกเขาสนใจในงานของคุณ" และนั่นก็เป็นอีกกำลังใจของศิลปินนะครับ เพราะฉะนั้น ขอให้เปิดใจไว้กว้างๆ...นะ
12. จงสนุกกับสิ่งที่กำลังทำอยู่
ความลับอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จก็คือ การใส่ใจและใส่ความสนุกลงไปในงาน แม้ว่าจะเจอสิ่งที่ผิดพลาดก็อย่าเพิ่งไปหงุดหงิด ยิ้มเข้าไว้ แล้วคุณจะรู้ว่ายิ่งคุณสนุกกับงานมากเท่าไหร่ งานของคุณก็จะยิ่งออกมาดีมากขึ้นเท่านั้น จงยิ้ม...แล้วงานของคุณจะสะท้อนความสุขที่มีอยู่ในตัวคุณออกมาได้ด้วยล่ะ
13. ต้องมีสมาธิ
เมื่อไหร่ที่คุณมีไอเดียดีๆและมีพลังที่จะทำงาน ขอให้มีสมาธิกับมันครับ ไอเดียดีๆที่คุณมีมันจะหายไปถ้าคุณมีอาการวอกแวก คนบางคนนั้นฝึกตัวเองให้ทำงานได้แม้จะมีสิ่งเร้าต่างๆรอบตัว พวกเขาฝึกตนเองให้มีสมาธิกับงานได้ แม้ว่ารอบๆตัวของพวกเขาจะมีอะไรบ้าบอคอแตกเกิดขึ้นก็ตาม
14. พยายามหาเวลาว่างๆไว้คิดอะไรเล่นๆ
การทำงานมากเกินไปจะทำให้คุณเครียดและทำให้สมองเหนื่อยล้าครับ ทำให้ตัวคุณเองมีเวลาว่างไว้คิดอะไรเล่นๆบ้าง แล้วคุณจะพบกับความสนุกและแนวความคิดใหม่ๆ และที่สำคัญที่สุด ลองคิดอะไรที่มันเกินโลกของคุณดูครับ คิดอะไรที่มันนอกเหนือจากกรอบความคิด คิดอะไรที่มันนอกเหนือจากที่ตาเห็น คิดอะไรที่มันนอกกรอบ แล้วคุณจะพบเจอกับคำตอบที่คุณคิดว่ามันไม่เคยมี
15. มองโลกในมุมมองอื่นดูบ้าง
เวลาที่เราพูดถึงการทำงานแบบยืดหยุ่น มันหมายถึงการที่คุณสามารถทำงานได้ในหลายๆมุมมอง ลองใส่หมวกใบอื่นๆดูบ้าง ลองแปลงร่างเป็นคนอื่นดูบ้าง ลองคิดดูว่าถ้าคุณเป็นคุณครู ถ้าคุณเป็นเด็ก ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจ หรือใครๆก็ตามแต่ จะมีความรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นงานของคุณ เมื่อคุณทำแบบนั้นได้ งานของคุณก็จะสร้างความพึงพอใจให้กับใครหลายๆคนได้ รวมถึง คุณลองเปลี่ยนอุปกรณ์ที่คุณใช้ในการทำงานดูก็ได้ ลองเปลี่ยนวัสดุ ลองเปลี่ยนวิธีการต่างๆที่สร้างงานของคุณออกมา
           กุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณอยู่ในห้วงของความคิดสร้างสรรค์ได้ตลอดเวลาก็คือ คุณต้องทำให้ความคิดสร้างสรรค์เป็นส่วนหนึ่งของตัวคุณ ซึ่งคุณอาจมีไอเดียดีๆได้ตลอดเวลา เช่น ตอนที่กำลังขับรถ หรือตอนที่กำลังแปรงฟัน และถ้าคุณทำแบบนี้ได้ การเผชิญหน้ากับปัญหา "สมองตัน" ก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป...

          ก็… ขอพลังและความคิดสร้างสรรค์จงอยู่คู่กับทุกคนตลอดไปครับ 
ขอบคุณครับ
ที่มา : พัทธพล บัวล้อมใบ (แปลจาก: 15 Tips on How to Retain Designer’s Creativity)
โดย UP Training  อ่านบทความอื่นๆ คลิก